“ชนาธิป” บทพิสูจน์ของผู้ไม่ยอมแพ้

เป็นอีกครั้งที่ “ชนาธิป สรงกระสินธ์” สร้างชื่อให้ตัวเองและประเทศไทยในเวทีระดับโลก ด้วยการมีชื่อติดใน Team of the Week 43 ของ FIFA Ultimate Team เกมฟุตบอลชื่อดังจากค่าย EA Sports ที่มีผู้เล่นทั่วโลกนับล้านคน ถือเป็นนักเตะไทยคนแรกที่สามารถมายืนถึงจุดนี้ได้

การยอมรับในเวทีนานาชาติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก “คอนซาโดเล ซัปโปโร” บุกไปถล่ม “ชิมิสุ เอส-พัลส์” ถึงถิ่นด้วยสกอร์ 8 ประตูต่อ 0 โดยเมสซี่เจโชว์ฟอร์มร้อนแรง ยิงได้ถึง 2 ประตู แถมยังจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้อีก 2 ครั้ง จนมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ในลีกสูงสุดของญี่ปุ่น

ชนาธิป ทำผลงานในลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของเอเชียได้อย่างยอดเยี่ยม นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมคอนซาโดเล ซัปโปโร ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงกลางปี 2017 ถือเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าตัวได้ก้าวไปเป็นกำลังหลักในการพาทีมซัปโปโร จบฤดูกาล 2018 ด้วยอันดับที่ 4 สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์สโมสร โดยปีนั้นสตาร์ทีมชาติไทยได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมทีมจนคว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรมาครองได้สำเร็จ ก่อนจะปิดท้ายฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการมีชื่อเป็นหนึ่งในทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของเจลีก ถือเป็นนักเตะอาเซียนคนแรกที่สามารถทำได้

หลังจากถูกยืมตัวเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ชนาธิปก็ได้ร่วมทีมซัปโปโรด้วยสัญญาถาวรในปี 2019 แม้ผลงานโดยรวมของทีมจะไม่ดีเหมือนฤดูกาลก่อน แต่นักเตะทีมชาติไทยก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้คงเส้นคงวาที่สุด จนถึงนัดล่าสุดกับชิมิสุ เอส-พัลส์ ทีมที่เคยปฏิเสธเขาเมื่อครั้งเดินทางไปทดสอบฝีเท้าในปี 2013 ด้วยเหตุผลเรื่องส่วนสูงและสภาพร่างกาย

ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ชนาธิปเคยถูกปฏิเสธถึงสองครั้งสองคราในเรื่องเดียวกันคือรูปร่างที่เล็กเกินไป ไม่เหมาะกับการเล่นฟุตบอลอาชีพ โดยครั้งแรกเกิดกับสโมสรทีโอที แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะในเวลาต่อมาเจ้าหนูร่างเล็กก็ถูกเลือกเข้าทีมที่ใหญ่กว่าอย่าง “บีอีซี เทโรศาสน” ก่อนจะพาทีมเยาวชน U-19 ของสโมสรคว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ ได้สำเร็จ แถมยังได้รับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย จนได้รับโอกาสให้ลงเล่นกับทีมมังกรไฟชุดใหญ่อย่างเต็มตัวในฤดูกาลต่อมา

ชนาธิปถือเป็นไอดอลของคนเอเชียในเรื่องการไม่ยอมแพ้ต่อการถูกตัดสินจากคนอื่น โดยใช้ความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างหนักเพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพที่ถูกบดบังด้วยอคติ เพราะแท้จริงแล้วไม่มีใครฉุดเราให้ยอมแพ้ได้…นอกจากตัวเราเอง