ซาน ซิโร่ หนึ่งสนามที่ใช้เป็นรังเหย้าของสองยักษ์ใหญ่แห่งกัลโช่ ซีเรีย อา

ซาน ซิโร่ หนึ่งสนามที่ใช้เป็นรังเหย้าของสองยักษ์ใหญ่แห่งกัลโช่ ซีเรีย อา

เราคงจะเคยได้ยินกับคำพูดที่ว่า “เสือสองตัวจะอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้” แต่ถ้าหากว่าถ้ำแห่งนั้นมีชื่อว่า “สตาดิโอจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า” หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ซาน ซิโร่” นั้น มันได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเสือสองตัวนั้นสามารถอยู่ในถ้ำเดียวกันได้ เพราะสนามฟุตบอลแห่งนี้ถูกใช้เป็นรังเหย้าร่วมกันของสองทีมจากเมืองมิลาน ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เป็นทีมใหญ่ระดับต้น ๆ ของประเทศนั่นก็คืออินเตอร์ มิลาน กับเอซี มิลานนั่นเอง

สนามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยทางฝั่งเอซี มิลานในปี 1925 และได้ทำการตั้งชื่อว่า “ซาน ซิโร่” ตามสถานที่ตั้งของสนามแห่งนี้ ก่อนที่ทางสภาเมืองมิลานจะเข้ามาทำการซื้อสนามแห่งนี้ในปี 1935 แต่ทางมิลานก็ยังคงใช้สนามแห่งนี้เป็นสนามเหย้าอยู่เหมือนเดิม จนมาถึงในปี 1947 ทางฝั่งอินเตอร์จึงได้เข้ามาขอใช้สนามแห่งนี้เป็นรังเหย้าด้วยอีกหนึ่งทีมทำให้สนามแห่งนี้กลายเป็นถ้ำของเสือใหญ่สองตัวแห่งวงการฟุตบอลอิตาลีมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนชื่อจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่านั้นได้ตั้งขึ้นมาเพิ่มเติมในปี 1980 เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า ตำนานนักเตะของทางฝั่งอินเตอร์ซึ่งเขาก็เคยเล่นให้ทางฝั่งมิลานด้วยเช่นกัน ประมาณว่าย้ายทีมแต่ไม่ได้ย้ายสนามไปไหนนั่นเอง

ถึงแม้ว่าทั้งสองทีมจะเป็นทีมใหญ่ทั้งคู่แถมยังเป็นคู่รักคู่แค้นกันตามประสาทีมร่วมเมือง แต่ทั้งสองทีมก็ใช้สนามแห่งนี้ร่วมกันมาได้อย่างยาวนาน จะมีกระทบกระทั่งกันบ้างก็แค่ในยามที่มีศึกผ่าเมือง หรือเกมดาร์บี้แมตช์ของทั้งสองทีมนี้เท่านั้น ซึ่งมันก็ทำให้บรรยากาศในสนามดูน่าเกรงขามไม่น้อยเลยทีเดียว และมันก็ส่งผลให้เกมในสนามนั้นตึงเครียดตามไปด้วย แต่ก็ยังไม่ร้ายแรงนักหากเทียบกับคู่ดาร์บี้แห่งโรม

นอกจากซาน ซิโร่จะเป็นสนามที่น่าสนใจตรงที่เป็นสนามเหย้าของสองทีมยักษ์ใหญ่แห่งเมืองมิลานแล้ว สนามแห่งนี้ยังเป็นสนามที่มีประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลมากมายที่เกิดขึ้นที่นี่ไม่ว่าจะเป็นในระดับทีมชาติหรือระดับสโมสร เพราะสนามแห่งนี้ได้รับเลือกให้เป็นสังเวียนการแข่งขันมาแล้วทั้งฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร รวมไปถึงใช้ทำการแข่งขันยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกนัดชิงชนะเลิศมาแล้วถึง 4 ครั้งอีกด้วย

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่าทั้งสองสโมสรกำลังมีแผนว่าจะทุบสนามฟุตบอลเก่าแก่เกือบร้อยปีแห่งนี้ทิ้ง เพื่อที่จะทำการสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะลดจำนวนที่นั่งในสนามลงให้สอดคล้องกับจำนวนแฟนบอลที่เข้าชมเกมในสนามที่มีไม่ถึงครึ่งของสนามแห่งนี้ ซึ่งถ้าหากว่าเกิดขึ้นจริงคงจะเป็นเรื่องที่น่าใจหายไม่น้อยที่สถานที่สำคัญของโลกฟุตบอลอย่างซาน ซิโร่นั้นจะต้องถูกทุบทิ้งไป แต่ถึงอย่างไรก็คงต้องรอทางฝั่งสภาเมืองผู้เป็นเจ้าของตัวจริงว่าจะเอาด้วยกับทั้งสองทีมหรือไม่ ก็คงได้แต่หวังว่าทางสภาเมืองจะไม่เห็นด้วยและยังคงเก็บรักษาสนามแห่งนี้ให้ยังคงเป็นประวัติศาสตร์แห่งโลกฟุตบอลต่อไป

คัมป์ นู ยานแม่ของทีมต่างดาว สนามที่จุแฟนบอลได้มากที่สุดในยุโรป

คัมป์ นู ยานแม่ของทีมต่างดาว สนามที่จุแฟนบอลได้มากที่สุดในยุโรป

ถ้าสำหรับวงการฟุตบอลแล้วหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จมากมายคงหนีไม่พ้นบาร์เซโลน่า และถ้าหากว่าทีมของพวกเขาเป็นทีมจากต่างดาวอย่างที่แฟนบอลตั้งฉายาให้ แน่นอนว่ายานแม่ของพวกเขาก็ย่อมจะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะสนามที่พวกเขาใช้เป็นรังเหย้าอย่าง คัมป์ นูนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของทวีปยุโรปหรืออาจจะบอกได้ว่าของโลกเลยก็ว่าได้

แน่นอนว่าทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างบาร์เซโลน่านั้นย่อมมีแฟนบอลมากมายที่อยากจะเข้าชมเกมของพวกเขา ดังนั้นความยิ่งใหญ่ของคัมป์ นูนั้นอย่างแรกเลยก็คือความจุของสนามนั่นเอง โดยสนามแห่งนี้เตรียมความจุของสนามไว้รองรับแฟนบอลจากทั่วโลกสูงถึง 99,354 ที่นั่งเลยทีเดียว ทำให้บรรยากาศในการลงเล่นใบบ้านของพวกเขาต่อหน้าแฟนบอลที่มากมายขนาดนั้นมันเป็นเหมือนฝันร้ายของทีมเยือนเลยทีเดียว และแน่นอนว่าเสียงเชียร์ของแฟนทีมเยือนที่ตามมาจะถูกกลบด้วยเสียงของแฟนเจ้าบ้านอย่างแน่นอน

สนามคัมป์ นู นั้นตั้งอยู่เมืองบาร์เซโลน่า แคว้นคาตาลุนญ่า ประเทศสเปน ได้เริ่มทำการก่อสร้างขึ้นในปี 1954 และได้ฤกษ์เปิดใช้งานในปี 1957 เท่ากับว่าสนามแห่งนี้มีอายุกว่า 60 ปีแล้วในปัจจุบัน ซึ่งตลอดระยะเวลาอันยาวนานของสนามแห่งนี้ได้สัมผัสกับความสำเร็จมากมายในโลกฟุตบอล โดยในแง่ของถ้วยรางวัลที่ทางบาร์เซโลน่าคว้ามาได้นับตั้งแต่เข้ามาใช้สนามแห่งนี้ก็จะมี แชมป์ลาลีกา 20 สมัย โกปา เดล เรย์ 18 สมัย ซูเปอร์โคปา 13 สมัย ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก 5 สมัย ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 4 สมัย ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 5 สมัย และแชมป์สโมสรโลกอีก 3 สมัยเลยทีเดียว นับว่าช่วงเวลาในถิ่นคัมป์ นู นั้นเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นยอดทีมของโลกได้อย่างเต็มตัว

นอกจากจะเป็นสนามเหย้าอันยิ่งใหญ่ของทีมบาร์เซโลน่าแล้ว คัมป์ นู ยังเป็นเหมือนท่อน้ำเลี้ยงหลักของสโมสรแห่งนี้อีกด้วย เพราะรายได้หลักที่พวกเขานำมาสร้างทีมที่ยิ่งใหญ่นั้นมันมาจากยอดการขายตั๋วที่มากเกือบนัดละแสนใบนี่แหละ แถมนอกจากการขายตั๋วชมการแข่งขันแล้วยังมีการเปิดสนามให้แฟนบอลจากทั่วโลกเข้าเยี่ยมชมสนาม ซึ่งทำรายได้ให้กับสโมสรเป็นจำนวนมหาศาลเลยทีเดียวในแต่ละปี แต่มันก็เหมือนเป็นดาบสองคมในยามที่โลกเราได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเช่นในปัจจุบัน ที่ไม่สามารถเปิดให้แฟนบอลเข้าชมเกในสนามได้และนักท่องเที่ยวก็ไม่สามารถเดินทางมาเยี่ยมชมสนามแห่งนี้ได้ มันก็ทำให้รายได้ของพวกเขาแทบจะหายไปทั้งหมดเลยทีเดียว ในขณะที่รายจ่ายต่าง ๆ นั้นยังคงสูงลิบอยู่เหมือนเดิม

ทางบาร์เซโลน่าคงได้แต่หวังว่าปัญหาการแพร่ระบาดจะหมดไปโดยเร็ว เพื่อให้สถานการณ์บนโลกฟุตบอลกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง และทำให้แฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกได้สัมผัสกับบรรยากาศความยิ่งใหญ่ของสนามแห่งนี้เหมือนที่เคยมีมา และทำให้สถานการณ์การเงินของพวกเขาดีขึ้น แต่ก็คงไม่ใช่เพียงแค่พวกเขาที่หวังแบบนั้น เชื่อว่าแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกก็คงจะคิดเหมือนกัน เพราะการชมเกมการแข่งขันของบาร์เซโลน่ามันจะต้องมาพร้อมกับเสียงเชียร์และบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ในคัมป์ นูไปพร้อม ๆ กัน มันถึงจะได้อรรถรสในการเชียร์อย่างแท้จริง

สนามราชมังคลากีฬาสถาน…ความภาคภูมิใจของคนไทย

สนามราชมังคลากีฬาสถาน…ความภาคภูมิใจของคนไทย

หากพูดถึงสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หลาย ๆ คนคงจะจินตนาการไปถึงสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานกันอย่างแน่นอน ซึ่งสนามแห่งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นสนามแห่งความภาคภูมิใจของชาวไทยอย่างแท้จริง ด้วยความหรูหรา ใหญ่โตและอลังการ ก็ทำให้หลาย ๆ คนนั้นรู้สึกได้ชัดเจนว่าสนามแห่งนี้เชิดหน้าชูตาคนไทยได้

ราชมังคลากีฬาสถาน ความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา

นอกจากจะเป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดแล้ว ที่นี่ยังเป็นสนามกลางของสนามกีฬาหัวหมากอีกด้วย ประวัติความเป็นมาของสนามกีฬาแห่งนี้ สร้างขึ้นโดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ในวโรกาสพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ออกแบบโดยรังสรรค์ ต่อสุวรรณ นอกจากนี้ยังมีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอีกด้วย โดยจุดมุ่งหมายก็เพื่อใช้ในการแข่งกีฬาเอเชียนเกมส์ พ.ศ. 2541 ที่ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพ

สนามเหย้าของทีมชาติไทย

หลาย ๆ คนคงไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วสนามเหย้าของทีมชาติไทยนั้นเป็นสนามราชมังคลากีฬาสถานนี่เอง นอกจากจะใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลครั้งสำคัญแล้ว ยังมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องความกว้างขวาง สะดวกสบาย เหมาะสมกับการชมฟุตบอลนัดสำคัญอย่างยิ่ง

สนามฟุตบอลที่ไม่ได้มีดีแค่แข่งฟุตบอล

สำหรับข้อดีของสนามแห่งนี้นอกจากจะเป็นสนามฟุตบอลแล้วก็ยังเป็นสถานที่สำหรับจัดคอนเสิร์ต หรือจัดดนตรีกลางแจ้ง โดยมีที่นั่งด้านในให้ผู้ชมมากถึงแปดหมื่นที่นั่ง และจำนวนที่นั่งบริเวณอัฒจันทร์เกือบห้าหมื่นที่นั่ง นอกจากนี้ยังมีลู่วิ่งที่ได้มาตรฐาน ลานการแข่งขันกรีฑา และยังมีความน่าทึ่งอีกประการนั่นก็คือ เป็นสนามกีฬาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 17 สำหรับทวีปเอเชียอีกด้วย

ประเทศไทยกับการสร้างสนามฟุตบอลใหญ่เพิ่มเติม

สำหรับหลาย ๆ คนเมื่ออ่านมาจนถึงจุดนี้แล้ว คงสงสัยใช่หรือไม่ว่าเหตุใดสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกลับจุคนได้ราว ๆ เกือบห้าหมื่นคนเท่านั้น ในขณะที่สนามฟุตบอลระดับชาติที่อื่น ๆ สามารถจุคนได้มากถึงเจ็ดหมื่นคน ซึ่งด้วยความจุที่นั่งซึ่งน้อยนี่เองที่ทำให้คนไทยหลาย ๆ คนเรียกร้องให้มีการสร้างสนามฟุตบอลที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อเติมเต็มการชมฟุตบอลให้มีสีสัน แต่อย่างไรก็ดี หากว่าประเทศไทยไม่มีโครงการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาคหรือโลกด้วยแล้ว ยากที่จะลงทุนกับสนามฟุตบอล ส่วนหนึ่งก็มาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงนี้ด้วยที่ทำให้การสร้างสนามกีฬาเป็นไปได้ยากขึ้น

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการไปชมการแข่งขันฟุตบอลในสนามราชมังคลากีฬาสถาน แนะนำว่าให้มองหาเส้นทางการเดินทางอันสะดวกที่สุด พร้อมกันนั้นก็เตรียมความพร้อมให้ดี เพื่อให้การไปชมกีฬาที่โปรดปรานของตัวเองเป็นครั้งแรก ได้รับความประทับใจกลับมา และอย่าลืมส่งเสียงเชียร์นักกีฬาทีมที่คุณชอบให้ดัง ๆ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับเอแดน มีกาแอล อาซาร์ นักเตะทีมเรอัล มาดริด

เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับเอแดน มีกาแอล อาซาร์ นักเตะทีมเรอัล มาดริด

หากเอ่ยถึงนักเตะที่มีฝีมือในโลกนี้ เราคงจะนับนิ้วกันไม่ถ้วน เพราะในแต่ละยุคแต่ละสมัยเองก็มีนักเตะที่เก่งกาจแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าเอ่ยถึงยุคนี้แล้วล่ะก็ เอ่ยชื่อ เอแดน อาซาร์ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เพราะหนุ่มนักเตะคนนี้เป็นนักเตะที่เรียกได้ว่าเป็นขวัญใจชาวโลกเลยก็ว่าได้ อ่านมาจนถึงตอนนี้คงอยากรู้จักนักเตะคนนี้แล้วใช่หรือไม่ วันนี้เราจะพามาดูเรื่องราวของเอแดน อาซาร์ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

อาซาร์ หนุ่มนักเตะจากแดนเบลเยี่ยม

คงมีหลายคนไม่รู้มาก่อนว่าหนุ่มอาซาร์นั้นมาจากประเทศเบลเยี่ยม เมืองลาลูเวียร์ โดยเขาเกิดในวันที่ 7 มกราคม 1991 หากจะบอกว่าเขาคือลูกไม้หล่นใต้ต้นก็คงไม่ผิดนัก เพราะหนุ่มนักเตะคนนี้เป็นลูกชายของนักฟุตบอลชาวเบลเยียม ชีวิตของอาซาร์เริ่มต้นจากการเล่นเป็นนักเตะมืออาชีพให้กับสโมสรรัวยาลสตาดแบรนัว อันเป็นสโมสรท้องถิ่นในประเทศเบลเยี่ยม หลังจากนั้นเขาได้ก้าวเข้ามาเล่นในลีกเอิง กับสโมสรลีล ซึ่งที่สโมสรลีล เขาได้เล่นอยู่ราว 2 ปี แล้วได้รับคัดเลือกมาเล่นกับสโมสรชุดใหญ่ และได้เป็นนักเตะหลักในการคุมทีมของรูดี การ์ซีอา นั่นเอง

นักเตะชาวต่างชาติคนแรกที่ได้สหภาพนักฟุตบอลอาชีพนานาชาติ

ด้วยความเก่งกาจของอาซาร์ ทำให้เขาได้รับรางวัลที่ชื่อว่าสหภาพนักฟุตบอลอาชีพนานาชาติและรางวัลนักฟุตบอลเยาวชนยอดเยี่ยม ความน่าทึ่งของเขาอีกประการหนึ่งก็คือเขาเป็นนักเตะชาวต่างชาติคนแรกที่ได้รางวัลนี้ และยังได้รางวัลถึงสองครั้งติดต่อกัน นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของรางวัลนี้เลยก็ว่าได้

นักเตะแถวหน้าของเรอัล มาดริด

ในปัจจุบัน เขาเล่นตำแหน่งปีก อันเป็นกองกลางตัวรุก โดยจุดเด่นที่ทำให้หลาย ๆ คนหลงรักและเอาใจช่วยนักเตะคนนี้ก็คือ ทักษะการเล่นอันแสนจะสร้างสรรค์ มีความเร็วเป็นพิเศษหาตัวจับยาก อีกทั้งยังได้ฉายาด้วยว่า “นักเตะที่เป็นฝันร้ายของกองหลัง” จากทักษะการเล่นอันแสนเยี่ยมยอดนี้ ทำให้เขาถูกเปรียบเทียบกับเมสซี่ รวมไปถึงโรนัลโดเลยทีเดียว

อาซาร์กับบทบาททีมชาติ

สำหรับใครที่สงสัยว่าอาซาร์มีผลงานทีมชาติเป็นอย่างไรบ้าง ก็ขอตอบว่าอาซาร์ได้มีการลงทีมชาติเบลเยี่ยมตั้งแต่เขาอายุ 17 ปีเลยทีเดียว เกมแรกที่เขาลงเตะเป็นเกมที่แข่งขันกับลักเซมเบิร์ก โดยหน้าที่ของอาซาร์ในเกมนั้นคือการมาเป็นตัวสำรองในช่วงหลังของการแข่งขันแล้ว แต่ทว่าเขาก็ทำผลงานได้เป็นที่น่าประทับใจ และทำให้หลังจากนั้นเขาก็ติดทีมชาติเบลเยี่ยมอีก 28 นัดเลยทีเดียว

จะเห็นว่าหนุ่มนักเตะคนนี้มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และมีความเพียรพยายามที่จะเดินไปในเส้นทางสายนักฟุตบอล นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง

ทีมชาติไทย…จะไปไกลถึงบอลโลกได้หรือไม่

ทีมชาติไทย…จะไปไกลถึงบอลโลกได้หรือไม่

หากพูดถึงความฝันของแฟนบอลชาวไทยที่ลุ้นกันมาหลายปีแล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้นความฝันที่อยากให้บอลไทยได้ไปบอลโลกบ้าง แต่อย่างไรก็ดี หากว่าเรานั้นพิจารณาดู จะพบว่าแม้เวลาผ่านมาเนิ่นนาน ทว่าประเทศไทยก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่อย่างไรก็ดีก็ไม่ควรที่จะท้อถอยกันทั้งนักฟุตบอลและคนเชียร์บอล เพราะว่าเส้นทางยังอีกยาวไกล เรายังสามารถสู้ต่อไปได้บนเส้นทางสายฟุตบอล

บอลไทย…กับความหวังของการไปบอลโลก

ต้องบอกเลยว่านอกจากคนไทยจะผิดหวังแล้ว เพื่อนบ้านในอาเซียนนั้นก็ผิดหวังมาไม่น้อยกว่ากัน อย่างมาเลเซียหรือเวียดนาม ส่วนใหญ่แล้วคนไทยมักจะคิดว่าประเทศไทยไม่สามารถเข้ารอบฟุตบอลโลกได้ก็เพราะไม่มีทุนทรัพย์ในการพัฒนาทีมฟุตบอล ซึ่งก็มีนักเศรษฐศาสตร์ได้อธิบายเอาไว้ว่าการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นมีผลต่อการได้เหรียญทองของโอลิมปิก แต่อย่างไรก็ดี หากเป็นเกมฟุตบอลนั้นไม่สามารถนำหลักเศรษฐศาสตร์มาอธิบายได้ เพราะเกมฟุตบอลเป็นเกมที่คาดเดาไม่ได้และมีสิ่งที่พลิกผันอยู่ตลอดเวลา

ฐานะของประเทศ…เกี่ยวข้องหรือไม่กับการเข้าบอลโลก

สำหรับใครที่สันนิษฐานว่าเป็นเพราะประเทศไทยไม่ร่ำรวยเท่ากับประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ไทยไม่สามารถเข้าบอลโลกได้ แต่หากว่ามาพิจารณาเรื่องทีมที่สามารถเข้าบอลโลกได้อย่างซีเรีย ก็ไม่ได้มีเงินทุนสนับสนุนมากเท่าไรนัก ประเทศซีเรียเองก็ไม่มีสนามบอลที่ดี ไม่มีสโมสรฟุตบอล และที่สำคัญยังอยู่ในภาวะสงคราม จึงไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าเงินทุน สัมพันธ์กับการไปฟุตบอลโลกได้

จำนวนประชากรกับการเข้าไปเล่นในบอลโลก

อาจมีหลายคนสันนิษฐานว่าเป็นเพราะประเทศไทยประชากรน้อย ทำให้ไม่สามารถคัดสรรนักบอลที่เก่งกาจได้ แตกต่างกับประเทศที่มีจำนวนประชากรมาก ที่สามารถคัดเลือกประชากรได้ตามที่ต้องการ แต่อย่างไรก็ดี หากพิจารณาถึงจำนวนประชากรที่มากที่สุดในโลก ก็คงหนีไม่พ้นจีน อินเดียและอินโดนีเซีย ซึ่งก็จะเห็นแล้วว่าสามประเทศนี้ไม่ได้เข้าไปเล่นฟุตบอลโลกตามข้อสันนิษฐานแต่อย่างใด

สิ่งที่เกี่ยวข้องและทำให้ประเทศใด ๆ ก็ตามไปสู่บอลโลกได้

ลองสังเกตประเทศบราซิลเป็นตัวอย่าง ประเทศนี้เด็ก ๆ และเยาวชนล้วนแล้วแต่มีความใฝ่ฝันจะเป็นนักบอลมืออาชีพ และคนในประเทศก็ให้ความสนใจกับกีฬาฟุตบอลอย่างมาก อาจจะมากกว่าประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ นี่ถือเป็นข้อแตกต่างทำให้ไทยยังก้าวไปไม่ถึงฝั่งฝันสักที

สำหรับใครที่อยากลุ้นและเอาใจช่วยให้ทีมฟุตบอลไทยไปบอลโลกได้ มีวิธีแก้ก็คือทางภาครัฐต้องเน้นในการสนับสนุนเยาวชนให้รักในกีฬาฟุตบอลและมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักบอลมืออาชีพ ตลอดจนทำให้อาชีพนักฟุตบอลเป็นอาชีพที่ใคร ๆ ก็ต้องการเป็น สร้างความนิยมของฟุตบอลทีมชาติไทยให้มากกว่าเดิม เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการพัฒนาจากฐานรากและทำให้ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีทีมฟุตบอลไปบอลโลกได้

ลิโอเนล เมสซิ กับเรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ลิโอเนล เมสซิ กับเรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

หากว่าเอ่ยชื่อนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ขอบอกว่าทุก ๆ เสียงจะต้องนึกถึงลิโอเนล อันเดรส เมสซิ อย่างแน่นอน โดยเขาเป็นนักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา แต่มาค้าแข้งในสเปน โดยเป็นกองหน้าให้กับบาร์เซโลนา ด้วยฝีมือที่โดดเด่นของเขาทำให้เขาถูกเรียกขานว่าเป็นนักฟุตบอลร่วมสมัยที่ดีที่สุดในโลก

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป

สำหรับความน่าอัศจรรย์ของนักเตะแข้งทองคนนี้คือเมสซิได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี ในวัย 21 ปีเท่านั้น และเขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมในปี 2009, 2010 และ 2011 สำหรับเทคนิคการเล่นของเขานั้นเรียกได้ว่าเหนือชั้นและถูกนำไปเทียบคู่กับดิเอโก มาราโดนา

กว่าจะเป็นเมสซิในวันนี้

เมสซิฉายแววการเป็นนักฟุตบอลชื่อดังตั้งแต่ยังเด็ก เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลทีมเยาวชน สโมสรกีฬานิวเวลส์โอลด์บอยส์ ต่อมาเมื่อครอบครัวย้ายไปที่ทวีปยุโรป เขาได้มีโอกาสเข้าไปเล่นในบาร์เซโลนา และเป็นนักบอลที่อายุน้อยที่สุดซึ่งสามารถทำประตูได้ในลีกเลยทีเดียว และถือเป็นเกียรติยศของเขาเพราะฤดูกาลแรกที่เขาได้ลงเล่นนั้น ก็ทำให้ทีมชนะการแข่งขันในลาลิกาซึ่งเป็นผลงานอันน่าทึ่ง เมื่อเขาอยู่ในทีมนักฟุตบอลชุดใหญ่ เขาก็พิสูจน์ฝีมือได้เป็นอย่างดีด้วยการนำแฮทริกในเอลกลาซิโก และเมื่อจบฤดูกาลแล้ว เขาก็สามารถยิงประตูไปได้มากถึง 14 ประตูเลยทีเดียว

เมสซิกับทีมชาติอาร์เจนตินา

สำหรับผลงานในทีมชาติอาร์เจนตินา เมสซิก็ทำได้ดีไม่แพ้กับการเล่นในบาร์เซโลนา เขาสามารถคว้าเอาตำแหน่งผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลให้กับทีมชาติอาร์เจนตินาได้เลยทีเดียว โดยเขามาร่วมเล่นให้กับทีมชาติได้ในครั้งแรกเมื่ออายุไม่ถึง 20 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันฟุตบอลได้อีกด้วย และหลังจากผลงานที่ดีของเขาในครั้งแรก ก็ทำให้เขานั้นได้เป็นส่วนสำคัญของทีมชาติอาร์เจนตินาชุดใหญ่ ส่วนในปี 2006 เขาเป็นนักบอลที่อายุน้อยที่สุดของอาร์เจนตินาเลยทีเดียว

เขาสามารถทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งในการแข่งขันทีมชาติอาร์เจนตินา โดยได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยม ได้รับเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งเมื่อปี 2008 และผลงานที่น่าทึ่งมากที่สุดก็คือการพาทีมอาร์เจนตินาเข้ารอบชิงชนะเลิศกับเยอรมันได้ แต่ทว่าก็แพ้ไป 1-0 อย่างไรก็ดี จากผลงานทีมชาติอาร์เจนตินาในครั้งนั้นก็ทำให้เขาได้รับรางวัลโกลเด้นบอลเลยทีเดียว

อ่านเรื่องราวของเมสซิแล้ว เชื่อได้เลยว่าหลาย ๆ คนก็คงจะนึกทึ่งกับนักเตะแข้งทองผู้มีฝีมือคนนี้ และหากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังสนใจอยากรู้เรื่องราวของเมสซิ อ่านจบแล้วคุณอาจจะคิดว่านักเตะคนนี้เป็นนักเตะที่น่าอัศจรรย์เลยทีเดียว

ทำความรู้จักกับสนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ สนามกีฬาที่โดดเด่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทำความรู้จักกับสนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ สนามกีฬาที่โดดเด่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับสนามฟุตบอลในไทยนั้น หลาย ๆ คนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าสนามราชมังคลากีฬาสถาน เป็นสนามที่โดดเด่นและใหญ่ที่สุดของไทย แต่หากเอ่ยถึงสนามฟุตบอลที่โดดเด่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ก็คงหนีไม่พ้นสนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ ซึ่งเป็นทั้งสนามกีฬาและสนามฟุตบอลที่โดดเด่น เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการไปเยือนให้ได้ หากว่าคุณไปเที่ยวสิงคโปร์

เนชัลแนล สเตเดียม ผลงานแห่งความภาคภูมิใจของชาวสิงคโปร์

ต้องบอกเลยว่าสนามกีฬาแห่งชาติของชาวสิงคโปร์นั้นเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับคนชาตินี้ เพราะเป็นสนามที่มีความพิเศษในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความจุที่สูงถึงหกหมื่นที่นั่ง มาพร้อมกับหลังคาเปิดปิดกันแดดและฝน รวมถึงที่นั่งของผู้ชมก็ไม่ต้องกลัวความร้อนกันเลยทีเดียว เพราะมีระบบปรับอากาศทำความเย็นให้ได้นั่งชมกีฬาอย่างสบายกายใจ

ประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา

สำหรับสนามกีฬาแห่งชาติของสิงคโปร์นี้ แต่เดิมเป็นพื้นที่ของสนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ แต่ทว่าเมื่อทางการรื้อถอนสนามกีฬาแห่งชาติเก่าออก ก็ได้สร้างเป็นสนามแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม มีจุดมุ่งหมายก็เพื่อเป็นสนามเหย้าของทีมชาติสิงคโปร์ และยังมีจุดประสงค์สำหรับใช้ในการแข่งกีฬาหลาย ๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นรักบี้ คริกเก็ต กีฬาซีเกมส์ เอเชียนเกมส์

สนามฟุตบอลที่รอการชมสัมผัส

นอกจากจะเป็นสนามฟุตบอลที่น่าสนใจแล้ว ยังมีบางส่วนที่เป็นสปอร์ตคอมเพล็กซ์อีกด้วย ซึ่งข่าวแจ้งมาว่าสปอร์ตคอมเพล็กซ์นี้มีมูลค่ามากถึงพันล้านดอลล่าร์สิงคโปร์ มีสระว่ายน้ำแบบในร่ม และอินดอร์สเตเดียมแบบอเนกประสงค์ เหมาะสมกับการไปชมการแข่งขันกีฬาทุกประเภท หรือคนธรรมดาอย่างเราจะไปชมความยิ่งใหญ่อลังการที่สิงคโปร์ได้สร้างขึ้นก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

จุดเด่นและจุดด้อย

เพราะสนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ เป็นสนามที่มีชื่อเสียงลำดับต้น ๆ ของอาเซียน อีกทั้งการเดินทางก็แสนง่ายดาย เพราะว่ามีรถไฟฟ้าไปถึงหน้าสนามเลยทีเดียว แต่ด้วยราคาค่าเช่าที่สูงพอสมควร จึงทำให้สนามแห่งนี้ไม่ได้รับการจัดการแข่งขันระดับภูมิภาคมากสักเท่าไรนัก รวมไปถึงแฟนนักกีฬาฟุตบอลก็ไม่ค่อยได้เข้าชมกันสักเท่าไร บางครั้งเปิดเกมแล้ว สนามก็ยังไม่เต็มความจุ

โรงแรมที่ใกล้เคียง

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลสำหรับคนที่อยากไปเยือนสนามกีฬา หรือชมเกมฟุตบอลจริง ๆ ควรรู้ว่ามีโรงแรมใดที่ใกล้เคียงบ้าง ขอยกตัวอย่างโรงแรมที่ใกล้ที่สุดนั่นก็คือ Fragrance Emerald คุณสามารถเดินทางไปสนามกีฬาได้แบบสบาย ๆ ทั้งการเดินหรือนั่งรถเมล์ตามแต่สะดวก

ต้องบอกเลยว่าการไปชมสนามฟุตบอลที่ต่างประเทศนับเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ให้กับแฟนบอลมากพอสมควร คุณเป็นอีกคนหนึ่งหรือไม่ที่อยากลองชมบรรยากาศการเตะบอลนอกจอโทรทัศน์หรือโทรศัพท์มือถือบ้าง การลองเดินทางมาที่สนามกีฬาใกล้ ๆ ประเทศไทยแบบนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง และนี่ก็คือเรื่องราวของสนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ สนามกีฬาที่โดดเด่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตามมาชม…สนามฟุตบอลแห่งมาเลเซียที่มีมูลค่ามากถึงสามพันล้านบาท

ตามมาชม…สนามฟุตบอลแห่งมาเลเซียที่มีมูลค่ามากถึงสามพันล้านบาท

หากเอ่ยถึงสนามฟุตบอลที่ใหญ่เทียบเท่ากับระดับโลก คุณนึกถึงสนามฟุตบอลแห่งไหนกันแน่ ต้องบอกเลยว่าหลายๆ  คนยังไม่รู้จักสนามที่เมืองยะโฮร์กันอย่างแน่นอน โดยสนามแห่งนี้มีการกล่าวขานแล้วว่าเทียบเท่ากับมาตรฐานระดับโลก ซึ่งไม่ว่าใครที่ได้ไปชมก็จะต้องตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน สนามแห่งนี้จะน่าสนใจแค่ไหน ตามมาดูไปพร้อม ๆ กัน

สนาม อิบราฮิม สเตเดี้ยม สนามแห่งความภาคภูมิใจของชาวมาเลเซีย

หากเอ่ยถึงสนามแห่งความภาคภูมิใจของชาวมาเลเซีย หลาย ๆ คนมักจะนึกไปถึงสนามกีฬาแห่งชาติของมาเลเซียที่มีชื่อว่า สนามกีฬาแห่งชาติบูกิตจาลิล แต่แท้ที่จริงแล้ว ณ ขณะนี้มีสนามฟุตบอลแห่งใหม่ที่มาแรงแซงโค้งทุกสนามของอาเซียนไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คือ อิบราฮิม สเตเดี้ยม ของยะโฮร์ ดารุล ทาซิม

ยะโฮร์ ดารุล ทาซิม ทีมแชมป์ของมาเลเซีย

ในฐานะแฟนบอลชาวไทยอาจจะไม่คุ้นหูกับทีมยะโฮร์ ดารุล ทาซิม กันสักเท่าไรนัก แต่หากเอาชื่อทีมฟุตบอลนี้ไปถามคนมาเลเซีย แน่นอนว่าทุกคนจะต้องร้องอ๋อ เพราะว่ายะโฮร์ ดารุล ทาซิม เป็นทีมที่เก่งที่สุดของมาเลเซียเลยก็ว่าได้ เป็นทีมแชมป์ซุปเปอร์ลีกของมาเลเซียหกสมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2014 – 2019 โดยสนามแห่งใหม่ที่ยะโฮร์ ดารุล ทาซิมเตรียมจะใช้ในปี 2020 นี้ก็คือ อิบราฮิม สเตเดี้ยมแต่เดิมทางยะโฮร์ ดารุล ทาซิม เคยใช้สนามตานสรี ฮัสซัน ยูนอส สเตเดี้ยมเป็นสนามเหย้า มีความจุ 30,000 ที่นั่ง

สนามฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงถึง 420 ริงกิต

สำหรับสนามใหม่แกะกล่องของยะโฮร์ ดารุล ทาซิมนั้นใช้ทุนในการสร้างมากถึง 420 ล้านริงกิต โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2016 แต่เดิมทางผู้จัดทำวางแผนไว้ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง 200 ล้านริงกิต และมีความจุราว ๆ สี่หมื่นที่นั่ง แต่อย่างไรก็ดี เพื่อความสวยงามและความมีประสิทธิภาพในการเป็นสนามกีฬาจึงได้มีการเพิ่มทุน ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องจนใช้งบประมาณราว ๆ 420 ล้านริงกิตเลยทีเดียว

วิศวรกรมือหนึ่งตั้งใจสร้างสรรค์ผลงาน

สนามแห่งนี้เน้นการคัดสรรวิศวกรมือหนึ่งมาร่วมทีม และยังมีทีมสถาปนิกที่เชี่ยวชาญในการออกแบบสนามฟุตบอลโดยเฉพาะ ในสนามมีการจัดทิศทางของลมให้ช่วยในการระบายอากาศให้เย็นสบาย ขณะที่ผู้ชมกำลังนั่งชมเกมการแข่งขัน และขณะเดียวกันช่วงกลางคืนก็มีแสงไฟส่องสว่างโดยเน้นการใช้สีแดง น้ำเงินและขาว เป็นสีประจำสโมสรยะโฮร์ ดารุล ทาซิมนั่นเอง

สำหรับใครที่อยากไปเห็นสนามนี้แบบตัวจริงคงต้องอดใจรออีกสักหน่อย เพราะว่าสนามแห่งนี้จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2020 โดยทางทีมสโมสรจะใช้สนามนี้เป็นสนามเหย้า ทั้งการแข่งซุปเปอร์ลีก และการแข่งชิงแชมป์สโมสรของเอเชีย เราในฐานะประเทศเพื่อนบ้านก็คงทำได้แค่ไปยลของจริงว่าจะสวยอลังการคุ้มค่าขนาดไหน

มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าที่กำลังร้อนแรงแห่งทัพปีศาจแดง

มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าที่กำลังร้อนแรงแห่งทัพปีศาจแดง

จากสถานการณ์อันน่าเป็นห่วงของทัพปีศาจแดง โดยเฉพาะเก้าอี้ของผู้จัดการทีมอย่างโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์นั้นว่าจะยังคงนั่งต่อไปได้อีกนานแค่ไหน กับผลงานช่วงต้นฤดูกาลที่ดูไม่เป็นรูปเป็นทรงอะไรเลย แถมหลังกลับจากการเข้าแคมป์ทีมชาติครั้งล่าสุดแล้วยังมีโปรแกรม 7 นัดอันตรายรอคอยอยู่อีกด้วย ทำให้หลายคนคาดว่าน้าโอเล่นั้นไม่น่าจะได้นั่งอยู่บนเก้าอี้จนจบช่วง 7 นัดดังกล่าวอย่างแน่นอน

แต่ผลงานของพวกเขาหลังจากกลับจากแคมป์ทีมชาตินั้นกลับดีกว่าที่คิด เริ่มจากบุกไปยิงนิวคาสเซิ่ล 4-1 ต่อด้วยบุกไปเอาชนะปารีสได้ 2-1 ก่อนที่จะมาเสมอเชลซีแบบไม่มีประตู และเปิดบ้านอัดไลป์ซิกไปถึง 5-0 เรียกว่าผลงานของลูกทีมโซลชาร์ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ซึ่งการที่ผลงานของทีมกลับมาดีได้อีกครั้งนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากฟอร์มการเล่นของมาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าเด็กปั้นของทีมนั่นเอง

ถ้านับเฉพาะช่วงที่กลับมาจากแคมป์ทีมชาตินั้นทีมแข่งไปแล้วทั้งหมด 4 นัด และจาก 4 นัดที่ผ่านมาแรชฟอร์ดเหมาไปคนเดียวถึง 5 ประตูเลยทีเดียว เริ่มจากยิงปิดกล่องนาทีสุดท้ายกับนิวคาสเซิ่ล และยิงประตูชัยท้ายเกมได้ที่ปารีส ก่อนที่จะมาระเบิดฟอร์มกดแฮตทริกได้ในเกมกับไลป์ซิก ซึ่งเป็นการยิงแฮตทริกในฐานะตัวสำรองอีกด้วย ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนที่สองของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่สามารถทำแบบนี้ได้ ซึ่งคนแรกก็ไม่ใช่ใครอื่นคือโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กุนซือของทีมคนปัจจุบันสมัยเป็นนักเตะนั่นเอง และอีกอย่างที่น่าประทับใจในการยิงแฮตทริกของเขาก็คือการที่ปฏิเสธที่จะยิงลูกจุดโทษในขณะที่ทำไปแล้วสองประตู เพื่อให้กองหน้าเพื่อนร่วมทีมอย่างอองโตนี่ มาเซียลนั้นยิงเพื่อเรียกความมั่นใจ ซึ่งเขาเห็นว่ามันสำคัญกว่าการทำแฮตทริกของตัวเองอีกด้วย

มาร์คัส แรชฟอร์ดนั้นปัจจุบันมีอายุ 23 ปี โดยเขาถือเป็นผลผลิตจากอคาเดมี่ของทีมโดยตรง และหลังจากที่เขาถูกดันขึ้นมาเล่นให้กับชุดใหญ่ของทีมในปี 2015 เขาก็กลายเป็นความหวังของของแฟนบอล ในการที่จะพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับมาเป็นทีมปีศาจร้ายที่น่าเกรงขามอีกครั้ง ด้วยคุณสมบัติที่เขามีติดตัวมาก็นับว่าพอจะฝากความหวังไว้ได้เลยทีเดียว เพราะเขาคือกองหน้าคนหนึ่งที่มีรูปร่างดี มีความเร็ว มีทักษะและไปกับบอลได้ดี มีการยิงที่อันตรายแถมยังเล่นลูกฟรีคิกได้อีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้มันสามารถส่งให้เขาขึ้นไปเป็นนักเตะระดับโลกได้ เพียงแต่ว่าจะต้องขัดเกลาเจียรนัยมันอีกสักหน่อยเท่านั้นเอง และหากดูจากอายุก็ยังคงมีเวลาให้โซลชาร์ได้ขัดเกลาเขาอีกพอสมควร

นอกจากฟอร์มการเล่นของเขาจะช่วยให้ผลงานของทีมกลับมาดีแล้ว ตัวของมาร์คัส แรชฟอร์ดเองก็ยังสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้กับเพื่อนร่วมทีมอีกด้วย ด้วยความที่เขาโตมากับสโมสรแห่งนี้ทำให้เขารู้ดีว่าสโมสรและแฟนบอลต้องการอะไรและควรจะช่วยเพื่อนร่วมทีมแบบไหน ซึ่งเราเคยเห็นมาแล้วจากผลสำรวจการเลือกกัปตันทีมคนใหม่ของแฟนบอล ที่เจ้าหนูคนนี้ได้รับคะแนนโหวตมากกว่ากัปตันทีมคนปัจจุบันเสียอีก ดังนั้นโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ควรจะหาวิธีใช้งานเด็กคนนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพโดยเร็วที่สุด เพราะบอกได้เลยว่ามาร์คัส แรชฟอร์ดนั้นมีดีกว่าที่มีอยู่ในตอนนี้อย่างแน่นอน

เรอัลมาดริด กับเรื่องราวที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

เรอัลมาดริด กับเรื่องราวที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

หากว่าเอ่ยทีมฟุตบอลที่ครองใจแฟน ๆ มาเนิ่นนาน เชื่อได้เลยว่าหลาย ๆ คนก็คงจะนึกถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล แต่ก็คงมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่สนใจกับทีมเรอัล มาดริด ต้องบอกเลยว่าทีมสโมสรนี้มีความน่าสนใจไม่เป็นสองรองใคร หากว่าคุณสนใจทีมนี้อยู่ วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณแล้ว

กว่าจะมีวันนี้ได้…ของเรอัล มาดริด

เรอัลมาริด คือสโมสรฟุตบอลที่โด่งดังของสเปน โดยที่ตั้งของสโมสรจะอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศสเปน ประวัติความเป็นมาอันแสนยาวนานของทีมสโมสรนี้พิสูจน์ได้จากการก่อตั้งในปี 1902 ที่สำคัญคือ สามารถคว้าแชมป์ลีก ลาลีกาของสเปนได้มากถึง 33 สมัย และยูฟาแชมเปียนส์ลีก 12 สมัย ที่สำคัญยังเป็นสมาชิกของกลุ่มสโมสรชั้นนำในยุโรปอีกด้วย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ G – 14

สนามเหย้าที่คุณอาจไม่รู้จัก

สำหรับแดนเหย้าของสโมสรเรอัล มาดริดก็คือสนามซานเตียโก เบร์นาเบล ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นสนามที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงมาดริดเลยทีเดียว สนามแห่งนี้มีความเป็นมาตรฐาน ใหญ่และทันสมัย สมกับที่เป็นสนามเหย้าของทีมนี้เลยทีเดียว

ทีมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเมื่อปี 2007

เชื่อหรือไม่ว่าเรอัล มาดริด นอกจากจะเป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังมีการศึกษาวิจัยจากฮาร์วาร์ดเมื่อปี 2007 ด้วยว่าทีมสโมสรเรอัล มาดริด เป็นทีมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ที่สำคัญยังเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกอีกด้วย

เรอัล มาดริดกับการมาเยือนประเทศไทย

สำหรับเรอัล มาดริดนั้นเคยมาเยือนประเทศไทยและมาเตะกับทีมชาติไทย ณ สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน โดยผลการแข่งขันนั้นเรอัล มาดริด ชนะไป 2 -1 แน่นอนว่าการมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ของเรอัล มาดริด ได้สร้างความปลื้มใจแก่แฟนบอลชาวไทยเป็นอย่างมาก และมีแฟนบอลชาวไทยมาเชียร์กันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว นับเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์การแข่งขันฟุตบอลของไทย

ซีเนดีน ซีดาน กับการคุมทีมเรอัล มาดริด

ปัจจุบันนี้ซีเนดีน ซีดานเป็นโค้ชคุมนักเตะทีมเรอัล มาดริด ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเขาก็ทำได้อย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวออกมาว่า สโมสรเรอัล มาดริด กำลังวางแผนที่จะเลือกโค้ชชาวโปรตุเกส โชเซ่ มูรินโญ่ มาคุมทีมแทน ซึ่งกระแสข่าวที่ออกมาก็ทำให้ซีเนดีน ซีดานรู้สึกแย่พอสมควร และออกปากว่าเขาเองไม่รู้เรื่องนี้ แต่ก็อยากจะคุมทีมนี้ต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ต้องบอกเลยว่าทีมสโมสรเรอัล มาดริดเป็นทีมที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ด้วยฝีมือการเล่นที่ดีไม่มีตก บวกกับสไตล์การเล่นที่เป็นตัวของตัวเอง ทำให้เรอัล มาดริดมาถึงจุดที่ครองใจแฟนบอลทั่วโลกได้ อ่านแล้วคุณคงรู้สึกเหมือนกันใช่ไหมว่าทีมเรอัล มาดริดเป็นทีมที่น่าสนใจมาก