รางวัลนักเตะยอมเยี่ยมทวีปแอฟริกา บทพิสูจน์ความพยายามของซาดิโอ มาเน่

รางวัลนักเตะยอมเยี่ยมทวีปแอฟริกา บทพิสูจน์ความพยายามของซาดิโอ มาเน่

ความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ เป็นประโยคที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับซาดิโอ มาเน่ นักเตะคนสำคัญของสโมสรลิเวอร์พูลและทีมชาติเซเนกัล หลังได้รับคะแนนโหวตอย่างท่วมท้นให้เป็นเจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมทวีปแอฟริกา ประจำปี 2019 เอาชนะคู่แข่งร่วมลีกอย่าง ริยาด มาห์เรซ และเพื่อนร่วมทีมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลคนก่อน โดยปีกตัวจี๊ดต้องฝ่าฝันกับอุปสรรคมากมายตั้งแต่เด็ก ก่อนจะประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

“ผมขอขอบคุณครอบครัวของผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณลุงของผมซึ่งได้มาอยู่ที่นี่ด้วย ถือเป็นวันที่สำคัญยิ่งสำหรับผม”

นี่คือความรู้สึกของมาเน่ที่ถูกกล่าวบนเวทีหลังจากรับรางวัลอันทรงเกียรติ ซึ่งคุณลุงของเขาถือเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างมากต่อเขา โดยมาเน่เกิดที่บามบาลี เมืองเล็ก ๆ ที่ห่างไกลและทุรกันดาร แต่ด้วยพรสวรรค์ในเรื่องการเล่นฟุตบอล ทำให้เขามีความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และตั้งใจจะเดินทางไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรชั้นนำของประเทศ ติดที่ขาดแคลนเงินค่าเดินทาง ซึ่งก็เป็นคุณลุงของเขานี่เองที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือจนเขาสามารถเข้ารับการทดสอบฝีเท้าและถูกคัดเลือกในที่สุด

ด้วยฝีเท้าอันโดดเด่นจนไปเข้าตาแมวมองชาวฝรั่งเศส ทำให้เขาถูกดึงตัวไปร่วมทีมเม็ตช์ ในลีกเอิง ด้วยวัยเพียง 19 ปี ได้เริ่มต้นอาชีพนักเตะเช่นเดียวกับอดีตนักเตะชื่อดังอย่างหลุยส์ ซาฮา และโรแบร์ ปิแรส โดยชีวิตใหม่ในดินแดนน้ำหอมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับเด็กหนุ่มที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องสภาพอากาศ อาหารการกิน และวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย รวมไปถึงอาการ Homesick ที่สร้างปัญหาในการปรับตัว แต่ด้วยความมุ่งมั่นและพยายามก็ทำให้เขาโชว์ผลงานในสนามได้อย่างยอดเยี่ยมจนมีชื่อติดทีมชาติเซเนกัลชุดสู้ศึกโอลิมปิก เกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ก่อนจะถูกคว้าตัวไปร่วมทีมเร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในลีกออสเตรีย จนกระทั้งย้ายมาโลดแล่นบนสังเวียนพรีเมียร์ลีกกับเซาแธมป์ตัน และลิเวอร์พูลในปัจจุบัน

ในปี 2019 มาเน่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เมื่อเป็นนักเตะคนสำคัญช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ได้ถึง 3 รายการ ได้แก่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และฟีฟีา คลับ เวิลด์ คัพ รวมไปถึงพาทีมชาติเซเนกัลทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ก่อนจะพ่ายให้กับทีมชาติแอลจีเรียไปอย่างเฉียดฉิว เรียกได้ว่าในแต่ละเกมที่เขาได้ลงสนาม เซียนพนันที่ VWIN ต่างก็ยิ้มแก้มปริ เพราะแทบจะมั่นใจในการลงเดิมพันได้แบบ 100%

นอกจากจะเป็นนักเตะที่ทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมแล้ว มาเน่ยังเป็นนักเตะที่มีทัศนคติที่ดีอีกด้วย อันจะเห็นได้จากการถูกนักข่าวตั้งคำถามเมื่อครั้งไม่มีชื่อเข้าชิงรางวัลส่วนตัวรายการใดเลย รวมไปถึงไม่มีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า ทั้งที่เป็นนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับลิเวอร์พูล โดยปีกเซเนกัลตอบว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้เขาพยายามพัฒนาฝีเท้าของตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม จนในที่สุดเขาก็สามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมทวีปแอฟริกามาครองได้สำเร็จ หลังจากถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้ก่อนหน้านี้ถึง 3 ครั้ง แต่ก็พลาดไปทั้งหมด

มาเน่เคยพูดไว้ว่าเป้าหมายของเขาคือการคว้ารางวัลบัลลงดอร์ แม้ล่าสุดเขาจะทำได้เพียงอันดับ 4 แต่ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ หากลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ติดมือได้เมื่อจบฤดูกาล ลูกบอลทองคำก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

อัมส์เตอร์ดัม อารีนา สนามฟุตบอลที่น่าจับตามอง

อัมส์เตอร์ดัม อารีนา สนามฟุตบอลที่น่าจับตามอง

สนามฟุตบอลในโลกนี้มีหลายต่อหลายแห่ง แต่อย่างไรก็ดีในฐานะแฟนบอลก็ควรทำความรู้จักกับสนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก อย่างอัมส์เตอร์ดัม อารีนา ตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ นับเป็นอีกหนึ่งสนามฟุตบอลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง วันนี้เราอาสาพามาดูข้อมูลของสนามฟุตบอลแห่งนี้ ไม่แน่ว่ารู้แล้วคุณอาจจะนึกทึ่งก็เป็นได้

สนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในเนเธอร์แลนด์

เห็นชื่อสนามกีฬา หลาย ๆ คนก็คงจะพอเดากันได้แล้วใช่ไหมว่าอัมส์เตอร์ดัมอารีนา เป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีการใช้งบประมาณในการสร้างที่ค่อนข้างสูงถึง 140 ล้านปอนด์ สร้างตั้งแต่ปี 1993 ใช้เวลาสร้างมาจนกระทั่งถึงปี 1996 โดยความน่าสนใจก็คือ มีการใช้แข่งขันทั้งอเมริกันฟุตบอล การแข่งขันฟุตบอล การแสดงคอนเสิร์ต ด้วยความจุที่มีมากถึงเกือบเจ็ดหมื่นที่นั่ง ทำให้ที่นี่เป็นสนามที่มักจะใช้แข่งขันฟุตบอลนัดใหญ่ ๆ และการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ บ่อยครั้ง โดยสนามแห่งนี้หลาย ๆ คนอาจจะตั้งคำถามว่าเป็นสนามที่เคยแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญอะไรมาบ้าง ก็ต้องขอตอบว่าสนามฟุตบอลแห่งนี้เคยได้รองรับการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่จัดขึ้นในปี 1998  นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่จัดขึ้นในปี 2000 อีกด้วย

สนามเหย้าของสโมสรอาเอฟเซ อายักษ์

อีกข้อมูลหนึ่งที่หลาย ๆ คนยังไม่รู้มาก่อนก็คือ สนามฟุตบอลแห่งนี้เป็นแดนเหย้าของสโมสรฟุตบอลอาเอฟเซ อายักซ์ โดยทีมนี้เป็นทีมดังที่หากว่าคุณเอ่ยปากถามกับชาวเนเธอร์แลนด์แล้วทุกคนจะต้องร้องอ๋อ อย่างแน่นอน นอกจากจะเป็นสนามเหย้าของทีมสโมสรอาเอฟเซ อายักษ์แล้ว ยังเคยเป็นสนามเหย้าของทีมอเมริกันฟุตบอลอย่างทีมอัมสเตอร์ดัมแอดมิรัลส์ อีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าทีมอเมริกันฟุตบอลทีมนี้ได้ถูกยุบไปแล้วในปี 2007

โรงแรมที่ใกล้กับสนาม อัมส์เตอร์ดัม อารีนา

สำหรับใครที่มีโอกาสได้ไปถึงเนเธอร์แลนด์ การไปเยือนอัมส์เตอร์ดัม อารีนานับเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คุณควรเลือกโรงแรมที่พักใกล้ ๆ กับอัมส์เตอร์ดัม อารีนา ได้แก่ Jaz Amsterdam โรงแรมนี้ตั้งอยู่ในเขต Zuidoost ของกรุงอัมสเตอร์ดัม จุดเด่นก็คือที่พักมีบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีทั้งโรงแรม และในห้องอาหารเองก็มีเบอร์เกอร์เนื้อและเบียร์แสนอร่อย นอกจากโรงแรมแรกแล้ว ยังมี Hampton By Hilton Amsterdam Arena Boulevard ซึ่งอยู่ถัดจาก Amsterdam Arena ตรงข้ามสถานีรถไฟและสถานีรถไฟใต้ดิน Bijlmer Arena และสุดท้าย Holiday Inn Amsterdam – Arena Towers อยู่ห่างจาก อัมสเตอร์ดัมอารีน่าเพียง 500 เมตรเท่านั้น

หากว่าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังสนใจเรื่องสนามฟุตบอลในโลกใบนี้แล้วล่ะก็ การได้ไปเยือนสนามอัมส์เตอร์ดัม อารีนา นับเป็นประสบการณ์อันแสนล้ำค่าและน่าลองไปสักครั้งในชีวิต พบกับความอลังการยิ่งใหญ่ของสนามฟุตบอลที่เชื่อว่าใครได้เห็นเป็นต้องทึ่งเลยทีเดียว

บาร์เซโลนา ทีมดังของสเปน เส้นทางความสำเร็จมีแต่หนามกุหลาบ

บาร์เซโลนา ทีมดังของสเปน เส้นทางความสำเร็จมีแต่หนามกุหลาบ

หากเอ่ยถึงทีมฟุตบอลของสเปน เชื่อได้เลยว่านอกจากเรอัล มาดริดแล้ว ยังมีทีมบาร์เซโลนาอีกทีมหนึ่งที่มีแฟนบอลหลาย ๆ คนต่างก็ชื่นชอบ วันนี้เราเลยขอเอาใจคนที่ชื่นชอบทีมฟุตบอลบาร์เซโลนา โดยการพามาดูข้อมูลดี ๆ ที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน จะมีข้อมูลใดที่น่าสนใจบ้าง มาดูไปพร้อม ๆ กัน

กว่าจะมาเป็นบาร์ซาในวันนี้

สำหรับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนานั้น มักจะได้รับการเรียกขานกันในชื่อสั้น ๆ ว่าบาร์ซา ทีมสโมสรนี้ตั้งอยู่ในประเทศสเปน โดยประวัติความเป็นมาของบาร์ซาเองก็นับว่าน่าทึ่งมากทีเดียว ทีมฟุตบอลทีมนี้เริ่มต้นจากกลุ่มนักฟุตบอลสวิสเซอร์แลนด์ สเปนและอังกฤษ ผู้เริ่มก่อตั้งได้แก่ชูอัง กัมเปร์ จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งก็เพราะเขามีความหวังจะสร้างทีมฟุตบอลที่เลื่องชื่อที่สุด และได้ถ้วยโกปามากายาเป็นแชมป์แรก เพลงประจำสโมสรของที่นี่ก็คือเพลงกันเดลบาร์ซา นับเป็นเพลงที่ไพเราะมากเลยทีเดียว

ความสำเร็จของบาร์เซโลนา

หากถามถึงสโมสรที่ประสบความสำเร็จในสเปน หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของบาร์เซโลนาอย่างแน่นอน โดยบาร์เซโลนาสามารถชนะการแข่งขันในลาลีกามากถึง 22 ครั้ง ได้รางวัลโกปาเดลาลีกาทั้งหมด 2 ถ้วย นอกจากนี้ยังชนะเลิศในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 4 ครั้งอีกด้วย นับว่าเป็นสิ่งที่การันตีได้ถึงความสำเร็จของบาร์เซโลนาเลยทีเดียว

1 ในทีมที่ไม่เคยตกชั้นลาลีกา สเปน

ความน่าทึ่งอีกประการหนึ่งของบาร์เซโลนาก็คือ การที่บาร์เซโลนาเป็นทีมที่ไม่เคยตกชั้นในลีกสูงสุดของสเปน ซึ่งก็คือลาลีกานั่นเอง นอกจากบาร์เซโลนาแล้วก็ยังมีอีกสองทีม ซึ่งก็คือเรอัลมาดริด และแอทเลติกบิลบาโอ นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรฟุตบอลที่ได้ครองสามแชมป์ในปีเดียวกัน ได้แก่ ลาลีกา แชมเปียนส์ลีกและโกปาเดลเรย์

ตามมาดูสนามเหย้าของบาร์เซโลนา

อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าสนามเหย้าของบาร์เซโลนาคือ สนามฟุตบอลอะไร โดยเริ่มต้นนั้นบาร์เซโลนามีการใช้สนามกัมเดลาอินดุสเตรีย มีความจุทั้งหมดหนึ่งหมื่นคน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ค้นพบว่าแฟน ๆ ของทีมมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสนามเก่ามีความจุไม่พอ ทำให้มีการสร้างสนามใหม่ขึ้นมาในปี 1922 เป็นสนาม กัมเดเลสกอตส์ ซึ่งสามารถรองรับผู้ชมการแข่งขันได้มากถึงสองหมื่นคนเลยทีเดียว ด้วยความที่แฟนบอลของทีมมีจำนวนมากขึ้นทุกปี เลยขยายอัฒจันทร์ให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็สามารถบรรจุได้หกหมื่นคน

สำหรับใครที่สนใจทีมบาร์เซโลน่า คงจะรู้แล้วว่าทีมนี้เป็นทีมสโมสรที่มีความเป็นมาอย่างยาวนาน ที่สำคัญยังเก่งกาจแบบหาตัวจับยาก เหมาะกับการฝากใจเป็นแฟนบอลอย่างยิ่ง ไม่แน่ว่า อ่านบทความนี้แล้ว คุณอาจจะอยากหันไปเชียร์ทีมบาร์เซโลนาเลยก็เป็นได้

3 สนามฟุตบอลสุดสวย…คอบอลไม่ควรพลาด

3 สนามฟุตบอลสุดสวย…คอบอลไม่ควรพลาด

เมื่อเอ่ยถึงความฝันของคนที่ชอบดูฟุตบอล ร้อยทั้งร้อยก็คงหนีไม่พ้นการหาโอกาสไปเยือนสนามฟุตบอลสวย ๆ ในโลกใบนี้ ด้วยเทคโนโลยีของการก่อสร้างที่ก้าวไกลก็ได้ทำให้สนามฟุตบอลในปัจจุบันมีหลายที่ซึ่งมีความสวย น่าหาโอกาสไปชมให้ได้ แต่จะมีสนามฟุตบอลของประเทศใดบ้าง อยากรู้ต้องตามมาดูกัน

1.สนาม แฮสตินส์โวลเลอร์ ประเทศไอซ์แลนด์

เอ่ยชื่อสนามแห่งนี้มาหลายคนคงไม่คุ้นหูสักเท่าไรนัก แต่ต้องบอกเลยว่าไอซ์แลนด์มีสนามฟุตบอลที่โดดเด่นและน่าไปเที่ยวอย่างยิ่ง หากคุณมองไปที่ฉากหลังของสนามฟุตบอลแห่งนี้ จะมองเห็นอดีตภูเขาไฟที่สวยงาม เคยมีลาวาไหลกรุ่นอยู่ที่ปากปล่อง แต่ปัจจุบันเป็นภูเขาไฟที่หมดพลังไปแล้ว โดยแฮสตินส์โวลเลอร์ นับเป็นสนามที่มีความเป็นมาอย่างยาวนาน เพราะว่าสร้างมานับแต่ปี 1912 และมีการปรับปรุงใหม่ถึงสองครั้ง ได้แก่ในปี 1960 และปี 2012 สนามแฮสตินส์โวลเลอร์ตั้งอยู่ในเมืองเวสมันแนนยาร์ รอบสนามจะไม่ได้มีพื้นที่หลังคาปิดบังสักเท่าไร ที่พิเศษมากไปกว่านั้นก็คือ หากใครที่ไม่อยากซื้อตั๋วเข้าไปดูการแข่งขันในสนามก็สามารถชมเกมการแข่งขันจุดโขดหินบริเวณหลังสนาม ซึ่งก็สามารถสนุกกับเกมฟุตบอลได้ไม่แพ้กัน

2.Uzhniki Stadium, Moscow, Russia

ถ้าเอ่ยถึงสนามแห่งนี้ เชื่อเลยว่าหลายคนคงคุ้นหูกันดี Uzhniki Stadium เนื่องจากเป็นสนามฟุตบอลประจำชาติของประเทศรัสเซียนั่นเอง โดยมีความจุมากถึงเจ็ดหมื่นกว่าที่นั่ง และความตั้งใจแต่เดิมในการสร้างนี้ก็คือสร้างเพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 1980 โดยภายในสนามกีฬามีจุดเด่นหลายประการ ทั้งการตั้งอยู่ริมแม่น้ำมอสโก ทำให้อากาศโดยรอบดีมาก และหากมองไปฝั่งตรงข้าม จะมองเห็นจุดชมวิวประจำมอสโก โดยความน่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ เป็นสนาม 5 ดาว โดยมีการจัดนัดชิง ได้แก่ UEFA Cup นั่นเอง

3.Old Trafford, Manchester, England

สนามฟุตบอลที่ถือเป็นความใฝ่ฝันของนักดูบอลทั้งหลายคงหนีไม่พ้นสนามฟุตบอลโอลแทรฟฟอร์ด แห่งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยมีความจุเจ็ดหมื่นกว่าที่นั่ง และมีสัญลักษณ์มากมายที่หลาย ๆ คนถือเป็นซิกเนเจอร์ประจำสนาม ไม่ว่าใครได้มาเยือนก็ต้องถ่ายรูปคู่ด้วยให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นผนังกระจกด้านนอก หลังคาโครงเหล็ก หรือนาฬิกาที่บอกเวลา 15.40 น. ซึ่งเป็นการไว้อาลัยต่อเหตุการณ์นักฟุตบอลเครื่องบินตกในปี 1958 นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้จัดการทีมในตำนาน ไม่ว่าจะเป็นเซอร์เอล็กซ์ เฟอร์กูสันและเซอร์แมตต์ บัสบี้ ด้วยความที่ตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ ทำให้สนามแห่งนี้ได้รับความนิยมจากคนไทยมากที่สุด และถือเป็นสนามฟุตบอลต้องห้ามพลาดหากมาเที่ยวอังกฤษ แม้ว่าจะชอบหรือไม่ชอบฟุตบอลก็ตาม

และนี่ก็คือสนามฟุตบอลที่เราคัดมาแล้วว่าสวย เด็ด เหมาะสมกับแฟนบอลอย่างยิ่ง หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันในการไปเที่ยวสนามฟุตบอลสวย ๆ ระดับโลก อย่าพลาดเป็นอันขาด

เมื่ออดีตนักเตะสวมบทผู้จัดการทีม จะรุ่งหรือจะร่วง!

เมื่ออดีตนักเตะสวมบทผู้จัดการทีม จะรุ่งหรือจะร่วง!

หลายปีที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลายเป็นเวทีแสดงฝีมือของบรรดาผู้จัดการทีมชั้นแนวหน้าของโลกโดยเฉพาะทีมระดับท็อปล้วนเลือกใช้กุนซือที่มีตำแหน่งแชมป์เป็นเครื่องการันตีความสามารถทั้งนั้น แต่ปีนี้ “เชลซี” กลับเลือกใช้งาน แฟรงก์ แลมพาร์ด ในขณะที่ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ยังคงไว้วางใจในตัว โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นผู้จัดการทีมรุ่นใหม่ทั้งคู่ แถมมีสถานะพ่วงท้ายเหมือนกันคือ ตำนานนักเตะของสโมสร

แลมพาร์ด ถือเป็นนักเตะคนสำคัญของเชลซี โดยลงเล่นในเกมลีกติดต่อกันถึง 164 นัด เป็นผู้ทำประตูสูงสุดของสโมสรด้วยจำนวน 211 ประตู และได้รับรางวัลผู้เล่นแห่งปีของเชลซีมากที่สุด 3 สมัย พาสิงโตน้ำเงินครามคว้า 13 แชมป์ตลอดระยะเวลา 13 ปีในถ้ำสิงห์ หลังแขวนสตั๊ดมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษเริ่มงานคุมทีม “ดาร์บี้ เคาน์ตี้” ในศึกแชมเปียนส์ชิพ โดยปีแรกก็สามารถพาทีมเกาะเขาเหล็กจบอันดับที่ 6 ได้โอกาสเตะเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้น เสียดายที่นัดชิงไปพ่ายให้กับ “แอสตัน วิลล่า” ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมนี้เชลซีจึงไม่ลังเลที่จะดึงเขากลับมารับหน้าที่ที่ว่างอยู่

ส่วนโซลชา คือหนึ่งในนักเตะขวัญใจของเหล่าแฟนผี แม้จะไม่ใช่ศูนย์หน้าตัวหลักของทีม แต่ทุกครั้งที่ได้ลงสนามก็มักจะทำประตูสำคัญได้เสมอ โดยเฉพาะประตูชัยที่แคมป์นู จนส่งให้ปีศาจแดงคว้า 3 แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีส่วนร่วมกับ 11 แชมป์ตลอดระยะเวลา 11 ปีในโรงละครแห่งความฝัน กองหน้าชาวนอร์เวย์เริ่มต้นชีวิตหลังแขวนสตั๊ดด้วยการเป็นโค้ชกองหน้าปีศาจแดง ก่อนถูกดันให้เป็นผู้จัดการทีมสำรองในเวลาต่อมา เขาจะพาทีมสำรองคว้าแชมป์ในปี 2009/10 จนได้โอกาสรับงานผู้จัดการทีมชุดใหญ่กับ “โมลด์” ในทีมสุด โดยสามารถพาอดีตทีมสมัยเริ่มต้นอาชีพนักเตะคว้าแชมป์ลีกนอร์เวย์ 2 สมัยติด เมื่อโชโซ่มูรินโญ่ ถูกไล่ออก เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชั่วคราว ก่อนจะได้สัญญาถาวรจากทีมปีศาจแดงในที่สุด

ทั้งแลมพาร์ดและโซลชา ถูกปรามาสว่าจะเป็นผู้จัดการทีมคนแรกๆ ที่ถูกไล่ออกด้วยประสบการณ์ที่น้อยนิด แถมนักเตะที่ประสบความสำเร็จเมื่อผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีมให้กับต้นสังกัดเดิมต้องย้อนไปสมัย บ๊อบ เพสลีย์ ซึ่งพาลิเวอร์พูล ครองความยิ่งใหญ่ทั้งเกาะอังกฤษและเจ้ายุโรปเมื่อ 30 กว่าปีก่อนโน้น โดยนักแตะชื่อดังหลายต่อหลายคนเอาชื่อเสียงไปทิ้งกับการคุมทีมเก่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น แกรม ซูเนสส์ นักเตะผู้ยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทำสโมสรตกต่ำเมื่อเปลี่ยนมาคุมทีมข้างสนาม หรือแม้แต่อลัน เชียเรอร์ สุดยอดกองหน้าระดับตำนานพรีเมียร์ลีกที่พานิวคาสเซิลตกชั้นในที่สุด

ผู้จัดการทีมยุคปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จในการคุมทีมเก่าต้องยกให้กับซีเนดีน ซีดาน, เป๊ป กวาร์ดิโอลา และดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ซึ่งล้วนแต่เป็นสโมสรประเทศสเปนทั้งสิ้น ต้องลุ้นว่าเร็วๆ นี้จะถึงคราวทีมจากอังกฤษบ้างหรือไม่ หรือทั้งคู่จะตามรอยรุ่นพี่ที่กระเด็นออกตำแหน่งไปก่อนเวลาอันควร

บททดสอบของ “มัทไธจ์ส เดอ ลิกต์” เพื่อก้าวสู่กองหลังระดับโลก

บททดสอบของ “มัทไธจ์ส เดอ ลิกต์” เพื่อก้าวสู่กองหลังระดับโลก

เล่นเอาเจ้าตัวถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน เมื่อมัทไธจ์ส เดอ ลิกต์ ต้องใช้เวลาอยู่บนม้านั่งสำรองตลอดทั้งเกม เพื่อดูเพื่อนร่วมทีมใหม่บุกเฉือนชนะปาร์ม่า 1-0 ประเดิมศึกกัลโช่ เซเรียอา ทั้งที่เมื่อฤดูกาลก่อนเขายังสวมปอกแขนกัปตันทีมนำอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมไล่ล่าแชมป์แทบทุกนัด เป็นกำลังสำคัญช่วยให้ต้นสังกัดเก่าคว้าดับเบิลแชมป์ในประเทศได้สำเร็จ และยังทะลุถึงรอบรองชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอีกด้วย

                ฤดูกาลที่แล้ว เดอ ลิกต์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทั้งในลีกดัตช์และลีกยุโรป จนได้รับรางวัลส่วนตัวมากมาย ประเดิมด้วย “โกลเด้น บอย 2018” รางวัลที่มอบให้นักเตะดาวรุ่งแห่งปีของยุโรป นับเป็นผู้เล่นตำแหน่งกองหลังคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ ตามด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกดัตช์ และมีรายชื่อเป็นหนึ่งในทีมยอมเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รางวัลทั้งหมดส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะเนื้อหอมที่สุดในตลาดนักเตะรอบที่ผ่านมา

                อาแจ็กซ์รู้ดีว่าลีกดัตช์เล็กเกินไปแล้วสำหรับเดอ ลิกต์ สโมสรจึงเปิดรับทุกข้อเสนอสำหรับกัปตันอายุน้อยที่สุด บาร์เซโลน่า, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และบาเยิร์น มิวนิค พยายามอย่างหนักในการล่าลายเซ็นปราการหลังตัวกลางรายนี้ แต่สุดท้ายก็เป็นยูเวนตุสที่ได้กองหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไปครอบครองด้วยค่าตัว 75 ล้านยูโรบวกออฟชั่นเพิ่มเติมอีก 10.5 ล้านยูโร สมน้ำสมเนื้อกับดีกรีอนาคตกองหลังระดับโลก โดยการย้ายทีมครั้งนี้กองหลังวัย 20 ปียืนยันว่าเงินไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่เพราะชื่นชอบปรัชญาการทำทีมของเมาริซิโอ ซาร์รี่ต่างหาก แต่แล้วกุนซือชาวอีตาเลียนก็เลือกใช้บริการความเก๋าจากเลโอนาร์โด โบนุชชี่ และจอร์โจ้ คิเอลลินี่ ลงเล่นร่วมกันในนัดเปิดฤดูกาลซะอย่างนั้น

                โบนุชชี่ และคิเอลลินี่ ร่วมป้องกันประตูให้กับทีมม้าลายมาเกือบ 10 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งคู่หูปราการหลังตัวกลางชั้นนำของยุโรป จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เดอ ลิกต์จะสอดแทรกได้อย่างรวดเร็ว แม้จะผิดหวังกับการต้องตกอยู่ในสถานะตัวสำรองแต่อดีตกัปตันทีมอาแจ็กซ์ก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นผ่านบทสัมภาษณ์

“โดยปกติแล้วผมอยากลงเล่น ผมทำได้ดีตอนซ้อม ดังนั้นผมจึงไม่คาดว่าจะตกเป็นตัวสำรอง แต่ผมก็เคารพการตัดสินใจของผู้จัดการทีม ผมยอมรับว่ายังต้องปรับตัวกับการเล่นในอิตาลี ผมจะพยายามทวงตำแหน่งของผมในปีนี้ ผมทำงานอย่างหนักในเรื่องเสริมสร้างร่างกาย ซึ่งสังเกตได้ว่าผมแข็งแกร่งขึ้น”

นักวิจารณ์หลายคนมองว่า เดอ ลิกต์ ตัดสินใจย้ายออกจากอาแจ็กซ์เร็วเกินไป ควรอยู่ลงเล่นในลีกดัตช์อย่างสม่ำเสมออีกสักปี ดีกว่าต้องใช้เวลาหมดไปบนซุ้มม้านั่งสำรองซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาฝีเท้า แต่ก็สามารถเข้าใจได้ เมื่อนักเตะรุ่นพี่หลายคนที่ประสบความสำเร็จต่างแสวงหาความท้าทายเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองกันทั้งนั้น ดังภาษิตจีนที่ว่า “หากปลาคาร์ฟไม่ว่ายฝ่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกราก จะกลายร่างเป็นมังกรได้อย่างไร”

“ชนาธิป” บทพิสูจน์ของผู้ไม่ยอมแพ้

“ชนาธิป” บทพิสูจน์ของผู้ไม่ยอมแพ้

เป็นอีกครั้งที่ “ชนาธิป สรงกระสินธ์” สร้างชื่อให้ตัวเองและประเทศไทยในเวทีระดับโลก ด้วยการมีชื่อติดใน Team of the Week 43 ของ FIFA Ultimate Team เกมฟุตบอลชื่อดังจากค่าย EA Sports ที่มีผู้เล่นทั่วโลกนับล้านคน ถือเป็นนักเตะไทยคนแรกที่สามารถมายืนถึงจุดนี้ได้

การยอมรับในเวทีนานาชาติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก “คอนซาโดเล ซัปโปโร” บุกไปถล่ม “ชิมิสุ เอส-พัลส์” ถึงถิ่นด้วยสกอร์ 8 ประตูต่อ 0 โดยเมสซี่เจโชว์ฟอร์มร้อนแรง ยิงได้ถึง 2 ประตู แถมยังจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้อีก 2 ครั้ง จนมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ในลีกสูงสุดของญี่ปุ่น

ชนาธิป ทำผลงานในลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของเอเชียได้อย่างยอดเยี่ยม นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมคอนซาโดเล ซัปโปโร ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงกลางปี 2017 ถือเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าตัวได้ก้าวไปเป็นกำลังหลักในการพาทีมซัปโปโร จบฤดูกาล 2018 ด้วยอันดับที่ 4 สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์สโมสร โดยปีนั้นสตาร์ทีมชาติไทยได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมทีมจนคว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรมาครองได้สำเร็จ ก่อนจะปิดท้ายฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการมีชื่อเป็นหนึ่งในทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของเจลีก ถือเป็นนักเตะอาเซียนคนแรกที่สามารถทำได้

หลังจากถูกยืมตัวเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ชนาธิปก็ได้ร่วมทีมซัปโปโรด้วยสัญญาถาวรในปี 2019 แม้ผลงานโดยรวมของทีมจะไม่ดีเหมือนฤดูกาลก่อน แต่นักเตะทีมชาติไทยก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้คงเส้นคงวาที่สุด จนถึงนัดล่าสุดกับชิมิสุ เอส-พัลส์ ทีมที่เคยปฏิเสธเขาเมื่อครั้งเดินทางไปทดสอบฝีเท้าในปี 2013 ด้วยเหตุผลเรื่องส่วนสูงและสภาพร่างกาย

ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ชนาธิปเคยถูกปฏิเสธถึงสองครั้งสองคราในเรื่องเดียวกันคือรูปร่างที่เล็กเกินไป ไม่เหมาะกับการเล่นฟุตบอลอาชีพ โดยครั้งแรกเกิดกับสโมสรทีโอที แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะในเวลาต่อมาเจ้าหนูร่างเล็กก็ถูกเลือกเข้าทีมที่ใหญ่กว่าอย่าง “บีอีซี เทโรศาสน” ก่อนจะพาทีมเยาวชน U-19 ของสโมสรคว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ ได้สำเร็จ แถมยังได้รับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย จนได้รับโอกาสให้ลงเล่นกับทีมมังกรไฟชุดใหญ่อย่างเต็มตัวในฤดูกาลต่อมา

ชนาธิปถือเป็นไอดอลของคนเอเชียในเรื่องการไม่ยอมแพ้ต่อการถูกตัดสินจากคนอื่น โดยใช้ความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างหนักเพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพที่ถูกบดบังด้วยอคติ เพราะแท้จริงแล้วไม่มีใครฉุดเราให้ยอมแพ้ได้…นอกจากตัวเราเอง

มูลค่าที่หายไปตามกาลเวลาของ “อีวาน เปริซิช”

มูลค่าที่หายไปตามกาลเวลาของ “อีวาน เปริซิช”

ค่าตัวนักฟุตบอลในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับในอดีต ทุกวันนี้นักเตะที่เริ่มฉายแววความสามารถก็ถูกตั้งราคาไว้ไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านยูโรแล้ว ซึ่งบ้างครั้งมูลค่าก็ไม่ได้สะท้อนถึงความสามารถที่แท้จริง เมื่อเทียบกับอดีตก็ไม่ใช่ว่านักเตะปัจจุบันจะมีความสามารถที่เหนือมากกว่า แต่เพราะสโมสรชั้นนำต่างต้องการความสำเร็จแบบเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องมองหานักเตะจากทีมอื่นเพื่อยกระดับทีมตัวเองให้ต่อกรกับคู่แข่งได้ แทนที่จะรอคอยการปลุกปั่นนักเตะเยาวชนเหมือนเดิม เมื่อความต้องการจากหลายสโมสรชั้นนำมีมากกว่าจำนวนนักเตะคุณภาพในตลาด ราคาที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปตามกลไกตลาดปกติ อย่างในกรณีที่เกิดขึ้นกับ “อีวาน เปริซิช”

 เปริซิส ถือเป็นนักเตะกำลังหลักของ “อินเตอร์ มิลาน” และทีมชาติโครเอเชีย โดยเฉพาะในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพ เขาพาทีมตราหมากรุกเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายให้ทีมพลังหนุ่มอย่างทีมชาติฝรั่งเศสในที่สุด แม้จะเป็นแค่รองแชมป์ แต่กลับโชว์ฟอร์มตลอดทัวร์นาเมนต์ได้อย่างโดดเด่น เป็นดาวซัลโวของทีมด้วยผลงาน 3 ประตู จนได้รับการจับตามองจากสโมสรชั้นนำในยุโรปหลายทีม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเด็ด” ด้วยสไตล์การเล่นแบบปีกธรรมชาติที่ใช้ความเร็วลากเลื้อยและเปิดบอลเข้ากลาง แถมยังมีความขยันลงมาช่วยเกมรับอยู่เสมอ ซึ่งเป็นนักเตะที่ปีศาจแดงขาดแคลนมานานหลายปี ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่ อยากได้ตัวอดีตลูกทีมคนนี้มาร่วมงานอีกหน ส่งผลให้ค่าตัวของเปริซิชในวัย 29 ปีพุ่งขึ้นไปถึง 60 ล้านยูโร แต่จนแล้วจนรอดดีลนี้ก็ไม่เกิดขึ้น มีกระแสว่าเปริซิชต้องการร่วมงานกับลูชาโน่ สปัลเล็ตติ กุนซือคนปัจจุบันมากกว่าอดีตเจ้านายอย่างมูรินโญ่ ด้วยเหตุผลทางฟุตบอลแล้วถือว่าเปริซิชตัดสินใจได้ดี เพราะเขาและเพื่อนร่วมทีมช่วยกันพาทีมงูใหญ่ครองอันดับ 4 คว้าตั๋วไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า ในขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้เพียงอันดับ 6 แถมมูรินโญ่ยังอยู่ไม่ครบฤดูกาลอีกด้วย และดูท่าผู้จัดการทีมคนใหม่อย่างโอเล่ กุนนาร์ โซลา จะชอบใช้งานดาวรุ่งมากกว่านักเตะอายุมากอย่างเขา

แต่แล้วชีวิตของเปริซิชก็มีอันต้องตัดสินใจอีกครั้ง เมื่ออันโตนิโอ คอนเต้ ถูกแต่งตั้งเป็นเจ้านายคนใหม่ กุนซือชาวอิตาลีมาพร้อมระบบการเล่น 3-5-2 ส่งผลให้เปริซิชต้องเปลี่ยนไปเล่นกองหน้าที่ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดจึงทำผลงานได้ไม่ดี แถมนายใหม่ยังลงทุนก้อนโตไปกับนักเตะคนโปรดอย่าง โรเมลู ลูกากู มาเป็นคู่แข่งแย่งตำแหน่งโดยตรงเสียอีก จนท้ายที่สุดแล้วเขาจึงตัดสินย้ายไปร่วมทีม “บาเยิร์น มิวนิค” ด้วยสัญญายืมตัวทั้งฤดูกาลพร้อมออฟชั่นซื้อขาดในราคาเพียง 20 ล้านยูโร มูลค่าต่ำกว่าปีที่แล้วถึง 40 ล้านยูโร!

กลไกตลาดยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่เสมอ เมื่อเจ้าของไม่มีความต้องการในสินค้าตัวนั้นแล้ว ย่อมมองว่าสินค้าตัวนั้นเป็นของมือสองและพร้อมระบายสินค้าออกเมื่อได้มูลค่าที่พอใจแม้จะต่ำกว่าเดิม

ในทางธุรกิจอินเตอร์ มิลาน คงไม่รู้สึกเสียหายกับมูลค่าที่หายไป เพราะการดึงให้เปริซิชไว้กับทีมในฤดูกาลก่อน ส่งผลให้ทีมได้โอกาสลงเล่นในศึกแชมเปียนส์ลีก ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้ทีมอย่างมหาศาล ส่วนในมุมของเปริซิชเอง การได้ร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิคย่อมการันตีตำแหน่งแชมป์ที่ห่างหายไปนานให้กับเขา แม้จะไม่ได้เป็นนักเตะคนสำคัญในทีมใหม่ก็ตาม ถือเป็นการจากกันแบบ วิน-วิน เลยทีเดียว

อีกหนึ่งรางวัลสำหรับ “เอริค คันโตน่า” ราชาแห่งปีศาจแดงทั้งมวล

อีกหนึ่งรางวัลสำหรับ “เอริค คันโตน่า” ราชาแห่งปีศาจแดงทั้งมวล

เอริค คันโตน่า ศิลปินลูกหนังแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกเลือกให้เป็นผู้รับรางวัล “ยูฟ่า เพรสซิเดนท์ อวอร์ด” ประจำปี 2019 ซึ่งเป็นรางวัลที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) มอบให้กับอดีตนักฟุตบอลที่มีความโดดเด่น ประสบความสำเร็จในชีวิตค้าแข้ง มีความเป็นมืออาชีพและเป็นแบบอย่างที่ดี ถือเป็นนักเตะปีศาจแดงคนที่ 3 ที่ได้รับรางวัลนี้ ต่อจากบ็อบบี้ ชาร์ลตัน และ เดวิด เบ็คแฮม เจ้าของรางวัลคนล่าสุด โดยจะมอบรางวัลในงานจับสลากแชมเปี้ยนส์ลีกรอบคัดเลือกที่จะถึงนี้

คันโตน่า ย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมปีศาจแดงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปี 1992 ด้วยค่าตัว 1.2 ล้านปอนด์ ในเวลานั้นปีศาจแดงรั้งอันดับที่ 8 ของตารางคะแนน แต่เพียง 6 เดือนศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศสก็พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จด้วยคะแนนทิ้งห่างแอสตัน วิลล่าถึง 10 คะแนน สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานถึง 26 ปี ซึ่งการคว้าแชมป์ครั้งนี้ทำให้คันโตน่าเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษที่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศกับสองสโมสร โดยปีก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งพาลีดส์ ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ดิวิชั่น 1 ซึ่งถือเป็นลีกสูงสุดในขณะนั้น

ในปีต่อมาเป็นฤดูกาลแรกที่พรีเมียร์ลีกกำหนดให้นักเตะแต่ละคนมีหมายเลขเสื้อประจำตัว คันโตน่าเลือกใส่หมายเลข 7 นำแมนฯ ยูไนเต็ดป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ก่อนจะเป็นคนสังหาร 2 จุดโทษช่วยให้ทีมปีศาจแดงเอาชนะเชลซีด้วยสกอร์ 4-0 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพ ปิดฉากฤดูกาลด้วยดับเบิ้ลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ ศูนย์หน้าชาวฝรั่งเศสสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นดาวซัลโวของทีมด้วยผลงาน 25 ประตู และได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 1993-94 น่าเสียดายที่ฤดูกาลถัดมาเหตุการณ์ “กังฟูคิก” ส่งผลให้เขาถูกแบนถึง 8 เดือน หมดสิทธิช่วยทีมตลอดฤดูกาลที่เหลือ จนปีศาจแดงจบฤดูกาลด้วยมือเปล่า

หลังจากพ้นโทษแบนกลับมา ซึ่งตรงกับศึกแดงเดือด คันโตน่าก็แผลงฤทธิ์ทันทีเมื่อเป็นคนจ่ายบอลให้นิกกี้ บัตต์ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกม ก่อนจะมายิงจุดโทษช่วยชีวิตปีศาจแดงให้เสมอคู่อริ  2-2 ในบ้านตัวเอง ศูนย์หน้ากัปตันทีมยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำจนทวงแชมป์พรีเมียร์ลีกกลับมาได้สำเร็จ ก่อนจะเป็นผู้ยิงประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพกับลิเวอร์พูล ช่วยให้ปีศาจแดงคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อีกครั้ง ถือเป็นทีมแรกที่สามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ 2 สมัย

ในปี 1996-97 หลังนำลูกทีมรับถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 4 คันโตน่าก็ช็อกแฟนผีทั่วโลกด้วยการประกาศแขวนสตั๊ดในวัย 30 ปี ปิดฉาก 5 ปีอันยิ่งใหญ่ในโรงละครแห่งความฝันด้วยผลงาน 82 ประตู 9 แชมป์ ได้รับสมญานามจากแฟนปีศาจแดงว่า “เดอะ คิง” และได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

                อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานยูฟ่า กล่าวถึงคันโตน่าหลังจากถูกเลือกให้รับรางวัลเพรสซิเดนท์ อวอร์ดนี้

                “รางวัลนี้ไม่ได้มอบให้เพื่อยกย่องความสำเร็จตลอดเส้นทางอาชีพของเขาเท่านั้น แต่ยังมอบเพื่อเป็นเกียรติในสิ่งที่เขาเป็น ชายผู้ไม่เคยอ่อนข้อให้กับสิ่งใด, ชายผู้ยืนหยัดเพื่อคุณค่าของตัวเอง, ชายผู้พูดอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุ่มเททั้งหัวใจและจิตวิญญาณเพื่อสนับสนุนสิ่งที่เขาเชื่อมั่น” ซึ่งนั้นคือตัวตนทั้งหมดของเขา…เอริค เดอะ คิง

“การเหยียดผิว” มะเร็งร้ายแห่งวงการฟุตบอล

“การเหยียดผิว” มะเร็งร้ายแห่งวงการฟุตบอล

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่ทนต่อการเหยียดผิวไม่ว่าในรูปแบบใด และขอยืนหยัดต่อต้านมันผ่านทางแคมเปญ #AllRedAllEqual เราจะทำทุกทางเพื่อระบุตัวคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และจะหาบทลงโทษรุนแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการสื่อออนไลน์เพื่อให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ด้วย”

นี่คือแถลงการณ์อย่างแข็งกร้าวจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อกรณีที่ “พอล ป็อกบา” ถูกเหยียดผิวอย่างรุนแรงบนโลกออนไลน์ อันสืบเนื่องมาจากผลเสมอในเกมกับ “วูล์ฟแฮมป์ตัน” ทั้งที่มีโอกาสเป็นผู้ชนะจากการยิงจุดโทษ แต่มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสกลับไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูชัยได้ ส่งผลให้ปีศาจแดงเก็บได้เพียงแต้มเดียว พลาดขึ้นไปครองบัลลังก์จ่าฝูงบนตารางพรีเมียร์ลีก

เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงท้ายเกม ขณะที่ทั้งสองทีมเสมอกันอยู่นั้น ป็อกบาตัดสินใจพาบอลเข้าไปในเขตโทษก่อนถูกสกัดล้มลง กรรมการไม่ลังเลที่จะเป่าเป็นจุดโทษทันที ในนาทีนั้นทุกคนหมายมั่นว่า “มาร์คัส แรชฟอร์ด” จะต้องรับหน้าที่เพชฌฆาตอีกครั้ง หลังศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติในนัดที่แล้วกับเชลซี แต่กลับเป็นป็อกบาที่คว้าบอลไปตั้งในกรอบ 18 หลา ก่อนจะยิงไปตรงตัวผู้รักษาประตูเจ้าบ้าน ชนิดที่คาใจแฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลก

หลังพลาดจุดโทษ สีหน้าของป็อกบาเต็มไปด้วยความผิดหวัง เขาเดินไปขอโทษแฟนบอลในสนามอย่างจริงใจเมื่อการแข่งขันจบลง แม้หลังเกม “โอเล่ กุนนาร์ โซลชา” จะให้สัมภาษณ์ว่าวางทั้งแรชฟอร์ดและป็อกบาเป็นผู้ยิงจุดโทษ โดยให้ทั้งคู่ตกลงกันเองตามสถานการณ์ แต่ป็อกบาก็หนีไม่พ้นคำตำหนิทั้งจากบรรดากูรูและอดีตนักเตะปีศาจแดง โดยเฉพาะเหล่าแฟนบอลในคราบนักเลงคีย์บอร์ด

แฟนบอลในโลกโซเชียลพากันวิจารณ์อย่างหนักที่ป็อกบาเข้าไปขอเป็นคนยิงลูกโทษเองจากแรชฟอร์ด จากวิจารณ์ฟอร์มในสนาม ลามไปถึงเรื่องการตัดผม จนกระทั้งกลายเป็นการเหยียดหยามชาติพันธุ์ในที่สุด

การเหยียดผิวถือเป็นมะเร็งร้ายที่อยู่คู่กับวงการฟุตบอลมาช้านาน แม้จะมีการรณรงค์อย่างจริงจังจากภาครัฐและสโมสรฟุตบอล แต่จากรายงานของ “Kick It Out” องค์กรการกุศลเพื่อต่อต้านการเหยียดผิว ระบุว่าในปัจจุบันการเหยียดผิวมีตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคะนอง มีการเปิดบัญชีจำนวนมากไว้เพื่อการแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงอย่างเปิดเผยโดยไม่มีความเกรงกลัวใด ๆ

ล่าสุดทางทวิตเตอร์ได้ตอบรับเข้าร่วมหารือกับทางสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และองค์กร Kick It Out เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยทวิตเตอร์ยืนยันว่าจะทำมากกว่าการปกป้อง และจะทำให้พฤติกรรมการเหยียดผิวไม่มีที่ยืนในสังคมทวิตเตอร์

ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง ทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม ดังนั้นเราจึงควรให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และการหยิบยกเอารูปลักษณ์หรือเชื้อชาติที่แตกต่างของบุคคลอื่นมาล้อเลียนเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ หาใช่สิ่งที่ผู้มีความเจริญทางปัญญาพึงกระทำ