“ชนาธิป” บทพิสูจน์ของผู้ไม่ยอมแพ้

“ชนาธิป” บทพิสูจน์ของผู้ไม่ยอมแพ้

เป็นอีกครั้งที่ “ชนาธิป สรงกระสินธ์” สร้างชื่อให้ตัวเองและประเทศไทยในเวทีระดับโลก ด้วยการมีชื่อติดใน Team of the Week 43 ของ FIFA Ultimate Team เกมฟุตบอลชื่อดังจากค่าย EA Sports ที่มีผู้เล่นทั่วโลกนับล้านคน ถือเป็นนักเตะไทยคนแรกที่สามารถมายืนถึงจุดนี้ได้

การยอมรับในเวทีนานาชาติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก “คอนซาโดเล ซัปโปโร” บุกไปถล่ม “ชิมิสุ เอส-พัลส์” ถึงถิ่นด้วยสกอร์ 8 ประตูต่อ 0 โดยเมสซี่เจโชว์ฟอร์มร้อนแรง ยิงได้ถึง 2 ประตู แถมยังจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้อีก 2 ครั้ง จนมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ในลีกสูงสุดของญี่ปุ่น

ชนาธิป ทำผลงานในลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของเอเชียได้อย่างยอดเยี่ยม นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมคอนซาโดเล ซัปโปโร ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงกลางปี 2017 ถือเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงในลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าตัวได้ก้าวไปเป็นกำลังหลักในการพาทีมซัปโปโร จบฤดูกาล 2018 ด้วยอันดับที่ 4 สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์สโมสร โดยปีนั้นสตาร์ทีมชาติไทยได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมทีมจนคว้าตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรมาครองได้สำเร็จ ก่อนจะปิดท้ายฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการมีชื่อเป็นหนึ่งในทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของเจลีก ถือเป็นนักเตะอาเซียนคนแรกที่สามารถทำได้

หลังจากถูกยืมตัวเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ชนาธิปก็ได้ร่วมทีมซัปโปโรด้วยสัญญาถาวรในปี 2019 แม้ผลงานโดยรวมของทีมจะไม่ดีเหมือนฤดูกาลก่อน แต่นักเตะทีมชาติไทยก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้คงเส้นคงวาที่สุด จนถึงนัดล่าสุดกับชิมิสุ เอส-พัลส์ ทีมที่เคยปฏิเสธเขาเมื่อครั้งเดินทางไปทดสอบฝีเท้าในปี 2013 ด้วยเหตุผลเรื่องส่วนสูงและสภาพร่างกาย

ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ชนาธิปเคยถูกปฏิเสธถึงสองครั้งสองคราในเรื่องเดียวกันคือรูปร่างที่เล็กเกินไป ไม่เหมาะกับการเล่นฟุตบอลอาชีพ โดยครั้งแรกเกิดกับสโมสรทีโอที แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะในเวลาต่อมาเจ้าหนูร่างเล็กก็ถูกเลือกเข้าทีมที่ใหญ่กว่าอย่าง “บีอีซี เทโรศาสน” ก่อนจะพาทีมเยาวชน U-19 ของสโมสรคว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ ได้สำเร็จ แถมยังได้รับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย จนได้รับโอกาสให้ลงเล่นกับทีมมังกรไฟชุดใหญ่อย่างเต็มตัวในฤดูกาลต่อมา

ชนาธิปถือเป็นไอดอลของคนเอเชียในเรื่องการไม่ยอมแพ้ต่อการถูกตัดสินจากคนอื่น โดยใช้ความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างหนักเพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพที่ถูกบดบังด้วยอคติ เพราะแท้จริงแล้วไม่มีใครฉุดเราให้ยอมแพ้ได้…นอกจากตัวเราเอง

มูลค่าที่หายไปตามกาลเวลาของ “อีวาน เปริซิช”

มูลค่าที่หายไปตามกาลเวลาของ “อีวาน เปริซิช”

ค่าตัวนักฟุตบอลในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับในอดีต ทุกวันนี้นักเตะที่เริ่มฉายแววความสามารถก็ถูกตั้งราคาไว้ไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านยูโรแล้ว ซึ่งบ้างครั้งมูลค่าก็ไม่ได้สะท้อนถึงความสามารถที่แท้จริง เมื่อเทียบกับอดีตก็ไม่ใช่ว่านักเตะปัจจุบันจะมีความสามารถที่เหนือมากกว่า แต่เพราะสโมสรชั้นนำต่างต้องการความสำเร็จแบบเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องมองหานักเตะจากทีมอื่นเพื่อยกระดับทีมตัวเองให้ต่อกรกับคู่แข่งได้ แทนที่จะรอคอยการปลุกปั่นนักเตะเยาวชนเหมือนเดิม เมื่อความต้องการจากหลายสโมสรชั้นนำมีมากกว่าจำนวนนักเตะคุณภาพในตลาด ราคาที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปตามกลไกตลาดปกติ อย่างในกรณีที่เกิดขึ้นกับ “อีวาน เปริซิช”

 เปริซิส ถือเป็นนักเตะกำลังหลักของ “อินเตอร์ มิลาน” และทีมชาติโครเอเชีย โดยเฉพาะในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพ เขาพาทีมตราหมากรุกเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายให้ทีมพลังหนุ่มอย่างทีมชาติฝรั่งเศสในที่สุด แม้จะเป็นแค่รองแชมป์ แต่กลับโชว์ฟอร์มตลอดทัวร์นาเมนต์ได้อย่างโดดเด่น เป็นดาวซัลโวของทีมด้วยผลงาน 3 ประตู จนได้รับการจับตามองจากสโมสรชั้นนำในยุโรปหลายทีม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเด็ด” ด้วยสไตล์การเล่นแบบปีกธรรมชาติที่ใช้ความเร็วลากเลื้อยและเปิดบอลเข้ากลาง แถมยังมีความขยันลงมาช่วยเกมรับอยู่เสมอ ซึ่งเป็นนักเตะที่ปีศาจแดงขาดแคลนมานานหลายปี ทำให้โชเซ่ มูรินโญ่ อยากได้ตัวอดีตลูกทีมคนนี้มาร่วมงานอีกหน ส่งผลให้ค่าตัวของเปริซิชในวัย 29 ปีพุ่งขึ้นไปถึง 60 ล้านยูโร แต่จนแล้วจนรอดดีลนี้ก็ไม่เกิดขึ้น มีกระแสว่าเปริซิชต้องการร่วมงานกับลูชาโน่ สปัลเล็ตติ กุนซือคนปัจจุบันมากกว่าอดีตเจ้านายอย่างมูรินโญ่ ด้วยเหตุผลทางฟุตบอลแล้วถือว่าเปริซิชตัดสินใจได้ดี เพราะเขาและเพื่อนร่วมทีมช่วยกันพาทีมงูใหญ่ครองอันดับ 4 คว้าตั๋วไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า ในขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้เพียงอันดับ 6 แถมมูรินโญ่ยังอยู่ไม่ครบฤดูกาลอีกด้วย และดูท่าผู้จัดการทีมคนใหม่อย่างโอเล่ กุนนาร์ โซลา จะชอบใช้งานดาวรุ่งมากกว่านักเตะอายุมากอย่างเขา

แต่แล้วชีวิตของเปริซิชก็มีอันต้องตัดสินใจอีกครั้ง เมื่ออันโตนิโอ คอนเต้ ถูกแต่งตั้งเป็นเจ้านายคนใหม่ กุนซือชาวอิตาลีมาพร้อมระบบการเล่น 3-5-2 ส่งผลให้เปริซิชต้องเปลี่ยนไปเล่นกองหน้าที่ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดจึงทำผลงานได้ไม่ดี แถมนายใหม่ยังลงทุนก้อนโตไปกับนักเตะคนโปรดอย่าง โรเมลู ลูกากู มาเป็นคู่แข่งแย่งตำแหน่งโดยตรงเสียอีก จนท้ายที่สุดแล้วเขาจึงตัดสินย้ายไปร่วมทีม “บาเยิร์น มิวนิค” ด้วยสัญญายืมตัวทั้งฤดูกาลพร้อมออฟชั่นซื้อขาดในราคาเพียง 20 ล้านยูโร มูลค่าต่ำกว่าปีที่แล้วถึง 40 ล้านยูโร!

กลไกตลาดยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่เสมอ เมื่อเจ้าของไม่มีความต้องการในสินค้าตัวนั้นแล้ว ย่อมมองว่าสินค้าตัวนั้นเป็นของมือสองและพร้อมระบายสินค้าออกเมื่อได้มูลค่าที่พอใจแม้จะต่ำกว่าเดิม

ในทางธุรกิจอินเตอร์ มิลาน คงไม่รู้สึกเสียหายกับมูลค่าที่หายไป เพราะการดึงให้เปริซิชไว้กับทีมในฤดูกาลก่อน ส่งผลให้ทีมได้โอกาสลงเล่นในศึกแชมเปียนส์ลีก ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้ทีมอย่างมหาศาล ส่วนในมุมของเปริซิชเอง การได้ร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิคย่อมการันตีตำแหน่งแชมป์ที่ห่างหายไปนานให้กับเขา แม้จะไม่ได้เป็นนักเตะคนสำคัญในทีมใหม่ก็ตาม ถือเป็นการจากกันแบบ วิน-วิน เลยทีเดียว

อีกหนึ่งรางวัลสำหรับ “เอริค คันโตน่า” ราชาแห่งปีศาจแดงทั้งมวล

อีกหนึ่งรางวัลสำหรับ “เอริค คันโตน่า” ราชาแห่งปีศาจแดงทั้งมวล

เอริค คันโตน่า ศิลปินลูกหนังแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกเลือกให้เป็นผู้รับรางวัล “ยูฟ่า เพรสซิเดนท์ อวอร์ด” ประจำปี 2019 ซึ่งเป็นรางวัลที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) มอบให้กับอดีตนักฟุตบอลที่มีความโดดเด่น ประสบความสำเร็จในชีวิตค้าแข้ง มีความเป็นมืออาชีพและเป็นแบบอย่างที่ดี ถือเป็นนักเตะปีศาจแดงคนที่ 3 ที่ได้รับรางวัลนี้ ต่อจากบ็อบบี้ ชาร์ลตัน และ เดวิด เบ็คแฮม เจ้าของรางวัลคนล่าสุด โดยจะมอบรางวัลในงานจับสลากแชมเปี้ยนส์ลีกรอบคัดเลือกที่จะถึงนี้

คันโตน่า ย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมปีศาจแดงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปี 1992 ด้วยค่าตัว 1.2 ล้านปอนด์ ในเวลานั้นปีศาจแดงรั้งอันดับที่ 8 ของตารางคะแนน แต่เพียง 6 เดือนศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศสก็พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จด้วยคะแนนทิ้งห่างแอสตัน วิลล่าถึง 10 คะแนน สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานถึง 26 ปี ซึ่งการคว้าแชมป์ครั้งนี้ทำให้คันโตน่าเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษที่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศกับสองสโมสร โดยปีก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งพาลีดส์ ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ดิวิชั่น 1 ซึ่งถือเป็นลีกสูงสุดในขณะนั้น

ในปีต่อมาเป็นฤดูกาลแรกที่พรีเมียร์ลีกกำหนดให้นักเตะแต่ละคนมีหมายเลขเสื้อประจำตัว คันโตน่าเลือกใส่หมายเลข 7 นำแมนฯ ยูไนเต็ดป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ก่อนจะเป็นคนสังหาร 2 จุดโทษช่วยให้ทีมปีศาจแดงเอาชนะเชลซีด้วยสกอร์ 4-0 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพ ปิดฉากฤดูกาลด้วยดับเบิ้ลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ ศูนย์หน้าชาวฝรั่งเศสสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นดาวซัลโวของทีมด้วยผลงาน 25 ประตู และได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 1993-94 น่าเสียดายที่ฤดูกาลถัดมาเหตุการณ์ “กังฟูคิก” ส่งผลให้เขาถูกแบนถึง 8 เดือน หมดสิทธิช่วยทีมตลอดฤดูกาลที่เหลือ จนปีศาจแดงจบฤดูกาลด้วยมือเปล่า

หลังจากพ้นโทษแบนกลับมา ซึ่งตรงกับศึกแดงเดือด คันโตน่าก็แผลงฤทธิ์ทันทีเมื่อเป็นคนจ่ายบอลให้นิกกี้ บัตต์ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกม ก่อนจะมายิงจุดโทษช่วยชีวิตปีศาจแดงให้เสมอคู่อริ  2-2 ในบ้านตัวเอง ศูนย์หน้ากัปตันทีมยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำจนทวงแชมป์พรีเมียร์ลีกกลับมาได้สำเร็จ ก่อนจะเป็นผู้ยิงประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพกับลิเวอร์พูล ช่วยให้ปีศาจแดงคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อีกครั้ง ถือเป็นทีมแรกที่สามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ 2 สมัย

ในปี 1996-97 หลังนำลูกทีมรับถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 4 คันโตน่าก็ช็อกแฟนผีทั่วโลกด้วยการประกาศแขวนสตั๊ดในวัย 30 ปี ปิดฉาก 5 ปีอันยิ่งใหญ่ในโรงละครแห่งความฝันด้วยผลงาน 82 ประตู 9 แชมป์ ได้รับสมญานามจากแฟนปีศาจแดงว่า “เดอะ คิง” และได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

                อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานยูฟ่า กล่าวถึงคันโตน่าหลังจากถูกเลือกให้รับรางวัลเพรสซิเดนท์ อวอร์ดนี้

                “รางวัลนี้ไม่ได้มอบให้เพื่อยกย่องความสำเร็จตลอดเส้นทางอาชีพของเขาเท่านั้น แต่ยังมอบเพื่อเป็นเกียรติในสิ่งที่เขาเป็น ชายผู้ไม่เคยอ่อนข้อให้กับสิ่งใด, ชายผู้ยืนหยัดเพื่อคุณค่าของตัวเอง, ชายผู้พูดอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุ่มเททั้งหัวใจและจิตวิญญาณเพื่อสนับสนุนสิ่งที่เขาเชื่อมั่น” ซึ่งนั้นคือตัวตนทั้งหมดของเขา…เอริค เดอะ คิง

“การเหยียดผิว” มะเร็งร้ายแห่งวงการฟุตบอล

“การเหยียดผิว” มะเร็งร้ายแห่งวงการฟุตบอล

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่ทนต่อการเหยียดผิวไม่ว่าในรูปแบบใด และขอยืนหยัดต่อต้านมันผ่านทางแคมเปญ #AllRedAllEqual เราจะทำทุกทางเพื่อระบุตัวคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และจะหาบทลงโทษรุนแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการสื่อออนไลน์เพื่อให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ด้วย”

นี่คือแถลงการณ์อย่างแข็งกร้าวจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อกรณีที่ “พอล ป็อกบา” ถูกเหยียดผิวอย่างรุนแรงบนโลกออนไลน์ อันสืบเนื่องมาจากผลเสมอในเกมกับ “วูล์ฟแฮมป์ตัน” ทั้งที่มีโอกาสเป็นผู้ชนะจากการยิงจุดโทษ แต่มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสกลับไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูชัยได้ ส่งผลให้ปีศาจแดงเก็บได้เพียงแต้มเดียว พลาดขึ้นไปครองบัลลังก์จ่าฝูงบนตารางพรีเมียร์ลีก

เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงท้ายเกม ขณะที่ทั้งสองทีมเสมอกันอยู่นั้น ป็อกบาตัดสินใจพาบอลเข้าไปในเขตโทษก่อนถูกสกัดล้มลง กรรมการไม่ลังเลที่จะเป่าเป็นจุดโทษทันที ในนาทีนั้นทุกคนหมายมั่นว่า “มาร์คัส แรชฟอร์ด” จะต้องรับหน้าที่เพชฌฆาตอีกครั้ง หลังศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติในนัดที่แล้วกับเชลซี แต่กลับเป็นป็อกบาที่คว้าบอลไปตั้งในกรอบ 18 หลา ก่อนจะยิงไปตรงตัวผู้รักษาประตูเจ้าบ้าน ชนิดที่คาใจแฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลก

หลังพลาดจุดโทษ สีหน้าของป็อกบาเต็มไปด้วยความผิดหวัง เขาเดินไปขอโทษแฟนบอลในสนามอย่างจริงใจเมื่อการแข่งขันจบลง แม้หลังเกม “โอเล่ กุนนาร์ โซลชา” จะให้สัมภาษณ์ว่าวางทั้งแรชฟอร์ดและป็อกบาเป็นผู้ยิงจุดโทษ โดยให้ทั้งคู่ตกลงกันเองตามสถานการณ์ แต่ป็อกบาก็หนีไม่พ้นคำตำหนิทั้งจากบรรดากูรูและอดีตนักเตะปีศาจแดง โดยเฉพาะเหล่าแฟนบอลในคราบนักเลงคีย์บอร์ด

แฟนบอลในโลกโซเชียลพากันวิจารณ์อย่างหนักที่ป็อกบาเข้าไปขอเป็นคนยิงลูกโทษเองจากแรชฟอร์ด จากวิจารณ์ฟอร์มในสนาม ลามไปถึงเรื่องการตัดผม จนกระทั้งกลายเป็นการเหยียดหยามชาติพันธุ์ในที่สุด

การเหยียดผิวถือเป็นมะเร็งร้ายที่อยู่คู่กับวงการฟุตบอลมาช้านาน แม้จะมีการรณรงค์อย่างจริงจังจากภาครัฐและสโมสรฟุตบอล แต่จากรายงานของ “Kick It Out” องค์กรการกุศลเพื่อต่อต้านการเหยียดผิว ระบุว่าในปัจจุบันการเหยียดผิวมีตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคะนอง มีการเปิดบัญชีจำนวนมากไว้เพื่อการแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงอย่างเปิดเผยโดยไม่มีความเกรงกลัวใด ๆ

ล่าสุดทางทวิตเตอร์ได้ตอบรับเข้าร่วมหารือกับทางสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และองค์กร Kick It Out เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยทวิตเตอร์ยืนยันว่าจะทำมากกว่าการปกป้อง และจะทำให้พฤติกรรมการเหยียดผิวไม่มีที่ยืนในสังคมทวิตเตอร์

ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง ทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม ดังนั้นเราจึงควรให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และการหยิบยกเอารูปลักษณ์หรือเชื้อชาติที่แตกต่างของบุคคลอื่นมาล้อเลียนเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ หาใช่สิ่งที่ผู้มีความเจริญทางปัญญาพึงกระทำ

นักเตะใหม่ที่น่าจับตามองในเวทีพรีเมียร์ลีก 2019/20

นักเตะใหม่ที่น่าจับตามองในเวทีพรีเมียร์ลีก 2019/20

พรีเมียร์ลีก 2019/20 เป็นปีแรกที่มีการกำหนดให้แต่ละสโมสรต้องลงทะเบียนนักเตะให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 สิงหาคม ก่อนเปิดฤดูกาลนัดแรก แทนที่จะเป็นสิ้นเดือนสิงหาคมอย่างทุกปี แม้ปีนี้ตลาดซื้อ-ขายนักเตะพรีเมียร์ลีกจะไม่คึกคักเหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีนักเตะฝีเท้าเยี่ยมตบเท้าเข้าสู่ลีกอังกฤษอย่างไม่ขาดสาย ลองไปดูกันว่า 5 นักเตะหน้าใหม่ที่น่าจับตามองมีใครบ้าง?

นิโคลัส เปเป้ : อาร์เซนอล ค่าตัว 72 ล้านปอนด์

                ถือเป็นดีลสุดเซอร์ไพรส์ประจำตลาดซื้อขายรอบนี้เมื่อ “อาร์เซนอล” คว้าศูนย์หน้าทีมชาติโกตดิวัวร์มาร่วมทีมด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสรถึง 72 ล้านปอนด์ ซึ่งไม่น่าแปลกหากดูจากผลงานเมื่อปีก่อนที่ทำไว้ 23 ประตู 12 แอสซิสช่วยให้ “ลีลล์” ครองอันดับรองแชมป์ลีกเอิง โดยคาดว่าเมื่อได้ลงเล่นร่วมกับอเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ และปิแอร์‑เอเมอริค โอบาเมยอง อาจเกิดเป็นสามประสานสุดอันตรายก๊วนใหม่ก็เป็นได้

คริสเตียน พูลิซิช : เชลซี ค่าตัว 58 ล้านปอนด์

                การย้ายออกไปของเอเดน อาซาร์ ที่แบกทีมมาตลอดหลายปี สร้างช่องว่างมหาศาลให้ทีมสิงโตน้ำเงินคราม แถมยังต้องถูกแบนจากตลาดนักเตะรอบนี้อีก ทำให้แนวรุกทีมชาติสหรัฐต้องกลายมาเป็นกำลังของทีมในทันที เจ้าหนูวัย 20 ปีเป็นนักเตะที่มีความเร็วและ การผ่านบอลที่แม่นยำ แถมยังเป็นเจ้าของสถิตินักเตะต่างชาติอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในศึกบุนเดสลีกา จึงไม่แปลกหากจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับซุปเปอร์สตาร์ชาวเบลเยี่ยมที่จากไป

ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ : ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ค่าตัว 53.7 ล้านปอนด์

                ไก่เดือยทองลงทุนทำลายสถิติสโมสรอีกครั้งเพื่อคว้าตัวกองกลางทีมชาติฝรั่งเศสมาร่วมทีม มิดฟิลด์วัย 22 ปีโดนเด่นในเรื่องเกมรับ แถมยังเปี่ยมไปด้วยเทคนิคและพลังขับเคลื่อนในเกมรุก ต่างจากนักเตะหลายคนในทีมที่อาจคุมเกมรับได้ดี แต่ไม่อาจทำผลงานในการบุกให้ดีได้ ถือเป็นการยกระดับแผงมิดฟิลด์ให้ทีมเมืองหลวงพร้อมสำหรับการลุ้นแชมป์เต็มตัว

โรดรี้ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ค่าตัว 70 ล้านยูโร

                มิดฟิลด์ทีมชาติสเปน เป็นนักเตะที่สุขุมเยือกเย็น มีร่างกายที่แข็งแกร่ง ผ่านบอลได้อย่างแม่นยำ ครองบอลเหนียวแน่น สามารถเอาตัวรอดจากการกดดันของคู่แข่งได้ดี จนถูกยกย่องไปเทียบเคียงกับเซอร์คิโอ บุสเก็ตส์ จึงไม่แปลกที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะคว้ามาเป็นตัวตายตัวแทนของแฟร์นานดินโญ่ ที่เริ่มโรยรา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นสำหรับการป้องกันแชมป์

ดาเนียล เจมส์ : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่าตัว 15 ล้านปอนด์

                ปีกทีมชาติเวลส์เป็นนักเตะที่มีความเร็วสูง โดยทำสถิติวิ่งไว้ที่ 36 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บ่อยครั้งจึงมักจะได้เห็นเจ้าหนูวัย 21 ปีใช้สปีดกระชากหนีแนวรับคู่ต่อสู้เป็นว่าเล่น และด้วยการเป็นนักเตะที่ถนัดทั้งสองเท้ายังช่วยให้เล่นเป็นตัวรุกริมเส้นได้ทั้งสองฝั่ง ถือเป็นอาวุธสำคัญในการเล่นเกมโต้กลับเร็วของทีมปีศาจแดง รวมไปถึงจังหวะกระชากหลบกองหลังเข้าไปทำประตูหรือสร้างสรรค์โอกาสทำประตูให้เพื่อนร่วมทีม

VAR เทคโนโลยีผู้ผดุงความยุติธรรม

VAR เทคโนโลยีผู้ผดุงความยุติธรรม

พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019/20 รูดม่านเปิดฉากไปเรียบร้อยแล้ว แม้ปีนี้บรรดาทีมใหญ่จะพร้อมใจกันงดนำเข้านักเตะชื่อดังให้แฟนบอลได้ตื่นตาตื่นใจเหมือนหลายฤดูกาลที่ผ่านมา แต่ความพิเศษของฤดูกาลนี้กลับอยู่ที่กฎกติกาใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะการนำ “วิดีโอช่วยตัดสิน” มาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยของผู้ตัดสิน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลโดยตรงต่อความสนุกในการลุ้นแชมป์ปีนี้แน่นอน

แม้จะตามหลังลีกอื่นมาหลายปี แต่ปีนี้ก็เป็นฤกษ์งามยามดีที่พรีเมียร์ลีกได้นำเอาวิดีโอช่วยตัดสิน หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า VAR มาใช้เสียที หลายคนกังวลถึงความไม่ต่อเนื่องในเกม เอะอะก็ขอดู VAR อย่างเดียว หรือไม่ก็ใช้เวลานานกว่าจะสรุปคำตัดสินได้ จนทำให้รูปเกมในสนามหมดความสนุกไป แต่ในสถานการณ์จริงหาได้เป็นเช่นนั้น

ปัจจุบันผู้ตัดสินใช้เวลาไม่นานในการปรึกษากับผู้ช่วยในห้องวิดีโอผ่านชุดหูฟัง โดยไม่ต้องวิ่งไปดูวิดีโอข้ามสนามเองเหมือนเมื่อศึกบอลโลก ซึ่งแต่ละครั้งใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะได้คำตัดสิน และแม้จะบันทึกภาพการแข่งขันไว้ตลอดทั้งเกม ผู้ตัดสินก็สามารถเรียกใช้งาน VAR ได้เมื่อมีข้อสงสัยใน 4 กรณีเท่านั้น คือ จังหวะการทำประตู, โอกาสเป็นจุดโทษ, ใบแดงโดยตรง และความเข้าใจผิดในคำตัดสิน

การได้หรือไม่ได้ประตูจากจังหวะฟาล์ว แฮนด์บอล หรือล้ำหน้า ถือเป็นดราม่าที่อยู่คู่กับกีฬาฟุตบอลมายาวนาน หลายคนมองว่านี่คือเสน่ห์ในเกม แต่ไม่ใช่กับทีมที่เสียผลประโยชน์ หลายนัดแฟนบอลหน้าจอได้ประจักษ์ด้วยสายตาทันทีว่าการทำประตูเหล่านั้นสมควรเป็นประตูหรือไม่จากภาพช้าของการถ่ายทอดสด แต่ผู้ตัดสินซึ่งสมควรเป็นผู้รับชมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุดกลับไม่มีโอกาสนั้น ทำให้หลายต่อหลายครั้งคำตัดสินจึงค้านกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเทคโนโลยี VAR จะช่วยให้ความจริงเหล่านั้นปรากฏในสนามทันที ดังเช่นที่ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ได้เจอมากับตัว

เพียงนัดแรก แมนฯ ซิตี้ ก็โดน VAR เล่นงานทันที เมื่อลูกยิงของ กาเบรียล เชซุส ถูกตัดสินว่ามีการล้ำหน้าจาก ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ที่เป็นคนจ่ายบอลให้ทำประตู ก่อนที่จะมาได้ประโยชน์ถึง 2 หน ในจังหวะที่สเตอร์ลิ่งยิงประตูแล้วถูกสงสัยว่าเป็นการล้ำหน้า VAR ช่วยลบข้อสงสัยนั้นแม้จากภาพวิดีโอจะใกล้เคียงมากก็ตาม และอีกครั้งในการสังหารจุดโทษ เซย์คิโอ อเกวโร ยิงไปติดตัว ลูคัส ฟาเบียนสกี้ แต่ในจังหวะยิงเท้าของผู้รักษาประตูไม่ได้อยู่บนเส้น VAR ตัดสินให้ยิงทำการจุดโทษอีกครั้ง แล้วก็เป็น อเกวโร ที่ยิงแก้ตัวได้สำเร็จ

แต่แล้วในนัดต่อมาทีมเรือใบสีฟ้าก็กลายเป็นฝ่ายโดนเล่นงานอีกครั้ง คราวนี้เป็นเชซุสที่ส่งบอลสู่ก้นตาข่ายทีมไก่เดือยทองในช่วงทดเวลาบาดเจ็บท้ายเกม เรียกเสียงเฮทั่วทั้งสนาม แต่สุดท้าย VAR ทำการริบประตูคืนเมื่อภาพแสดงให้เห็นว่า เอมเมอริค ลาปอร์ก ทำแฮนด์บอลในจังหวะก่อนหน้านั้น ซึ่งกฎกติกาใหม่ระบุว่าหากลูกบอลสัมผัสบริเวณมือหรือแขนของผู้เล่นฝ่ายรุก ให้ถือว่าเป็นการแฮนด์บอลไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ แชมป์เก่าพลาด 2 แต้มสำคัญไปในที่สุด หากท้ายฤดูกาลแต้มที่หายไปเกิดมีผลต่อการป้องกันแชมป์ จังหวะนี้ต้องถูกยกมาพูดถึงอีกอย่างแน่นอน

ในวงการกีฬาโลก ภาพวิดีโอถูกนำมาช่วยให้การตัดสินเป็นไปด้วยความยุติธรรมนานแล้ว นี่จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวงการฟุตบอลอังกฤษ ที่ยังต้องพัฒนาระบบ VAR ให้มีความเที่ยงตรงและรวดเร็วขึ้นไปอีก เพื่อไม่ให้เกิดกรณี “หัตถ์พระเจ้าของมาราโดน่า” ให้คาใจแฟนบอลผู้ดีอีกต่อไป และหวังว่าจะไม่มีใครออกมาต่อต้านการทำหน้าที่ของ VAR นับจากนี้ เหมือนที่ โชโซ่ มูรินโญ่ ได้กล่าวไว้ “VAR ก็เหมือนกล้องวงจรปิด มีแต่โจรเท่านั้นที่รังเกียจกล้องวงจรปิด”

ช่วงเวลาที่ยากลำบากของปีศาจแดง กับนักเตะตำแหน่งสำคัญที่ตามหา

ช่วงเวลาที่ยากลำบากของปีศาจแดง กับนักเตะตำแหน่งสำคัญที่ตามหา

การเสริมทีมด้วยนักเตะอย่าง ดาเนียล เจมส์, อารอน วาน-บิสซาก้า และแฮรี่ แม็กไกวร์ ถือเป็นการปิดจุดอ่อนที่ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” เผชิญปัญหามาหลายปี แถมสโมสรยังสามารถรั้งตัวพอล ป็อกบา นักเตะผู้มีผลงานดีที่สุดจากปีก่อนไว้ได้ แฟนผีจึงพากันความหวังว่าจะได้ลืมตาอ้าปากเสียที หลังตกเป็นเบี้ยล่างให้กับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง “ลิเวอร์พูล” และเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญอย่าง “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” มาตลอด ยิ่งในนัดเปิดสนามพลพรรคปีศาจแดงจัดการถล่มคู่แข่งสำคัญอย่าง “เชลซี” ไปถึง 4-0 ทำเอาบรรดาแฟนคลับสร้างวิมานเป็นการใหญ่ แต่แล้วในอีก 2 นัดต่อมา แมนฯ ยูไนเต็ดกลับทำได้เพียงเสมอ “วูล์ฟแฮมตัน” และพ่ายคาบ้านให้กับ “คริสตัน พาเลซ” ปิดฉากช่วงเวลาแห่งน้ำผึ้งพระจันทร์ไปอย่างรวดเร็ว

เพียงแค่เริ่มฤดูกาล แมนฯ ยูไนเต็ดก็ทำคะแนนหล่นหายไปแล้ว 5 แต้ม โดยทั้งสองเกมนั้นปีศาจแดงเป็นฝ่ายครองเกมไว้อย่างแบบเบ็ดเสร็จ แต่กลับไม่สามารถจบสกอร์ได้แม้จะมีโอกาสจากจุดโทษก็ตาม เป็นผลให้โดนทีเด็ดของคู่แข่งเล่นงานเข้าในที่สุด ซึ่งทั้งสองเกมโอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลือกใช้ผู้เล่นชุดเดียวกัน เป็นเครื่องยืนยันว่านี่คือทีมที่ลงตัวที่สุดของผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ แต่เมื่อผลงานออกมาเช่นนี้จึงหนีไม่พ้นเครื่องหมายคำถามว่า นี่คือทีมที่ดีที่สุดจริงหรือ?

แม้ทั้งสองประตูที่เสียให้กับพาเลซ จะเป็นผลจากความผิดพลาดในการเข้าสกัดบอลของวิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ และการปิดมุมที่ผิดพลาดของดาวิด เด เคอา แต่เมื่อพิจารณาแล้วจุดเริ่มต้นกลับมาจากแนวรุกที่ไม่สามารถเจาะการตั้งรับคู่แข่งได้ จนเสียบอลแล้วถูกโต้กลับเร็ว ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการขาดนักเตะจอมทัพที่คอยสร้างสรรค์โอกาสในเกมรุกและจบสกอร์แบบเฉียบคม หรือที่เรียกกันในวงการฟุตบอลว่า “ผู้เล่นหมายเลข 10” ตามตำแหน่งแล้วหน้าที่นี้ย่อมตกเป็นของ เจสซี่ ลินการ์ด แต่แนวรุกทีมชาติอังกฤษกลับไม่สามารถแสดงศักยภาพได้ตรงตามตำแหน่ง โดยมีสถิติเป็นเครื่องยืนยันว่าลินการ์ดไม่สามารถยิงประตูหรือจ่ายให้เพื่อนทำประตูมาตั้งแต่ธันวาคม 2018 บกพร่องต่อหน้าที่มายาวนานอย่างไม่น่าให้อภัย แม้จะมีดีในเรื่องความทุ่มเทและวิ่งสู้ฟัด แต่นั้นคือทักษะที่จำเป็นสำหรับมิดฟิลด์ตัวรับ ไม่ใช่ตำแหน่งจอมทัพที่ได้รับมอบหมาย

เมื่อมองไปที่นักเตะที่มีอยู่ ด้วยทักษะและประสบการณ์ของอเล็กซิส ซานเชส ดูจะมีความเหมาะสมกับตำแหน่งจอมทัพไม่น้อย เว้นแต่ว่าท้ายที่สุดแล้วเจ้าของค่าจ้างสุดแพงจะเลือกย้ายออกจากทีมไป ฮวน มาต้า ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าจะลองให้โอกาสได้พิสูจน์ตัวเองในตำแหน่งนี้อีกครั้ง หลังถูกโยกไปเล่นแนวรุกริมเส้นในช่วงหลัง วิกฤตในแนวรับถูกแก้ไขไปแล้ว คอยดูกันว่าโซลชาจะจัดการปัญหาในแนวรุกอย่างไร จะเลือกให้โอกาสนักเตะคนอื่นดูบ้าง หรือจะเลือกทู่ซี้ใช้งานลินการ์ดต่อไป ทั้งนี้มีตำแหน่งผู้จัดการทีมปีศาจแดงเป็นเดิมพัน

“เมาโร อิคาร์ดี้” แก้วที่รอวันแตกของอินเตอร์ มิลาน

“เมาโร อิคาร์ดี้” แก้วที่รอวันแตกของอินเตอร์ มิลาน

เป็นปัญหาคาราคาซังที่ยังมองไม่เห็นทางออกสำหรับอนาคตของ “เมาโร อิคาร์ดี้” กับต้นสังกัดอย่างอินเตอร์ มิลาน เมื่ออันโตนิโอ คอนเต้ ผู้จัดการทีมคนใหม่ยืนยันหนักแน่นว่าศูนย์หน้าทีมชาติอาร์เจนติน่าไม่อยู่ในแผนทำทีมของเขา พร้อมเปิดทางให้หาต้นสังกัดใหม่ได้ทันที แต่แวนด้า นารา เอเยนต์และภรรยาของอิคาร์ดี้ กลับให้สัมภาษณ์กับสื่อว่านักเตะในการดูแลของเธอพร้อมปฏิเสธทุกข้อเสนอจากทุกสโมสรเพื่อเล่นให้กับอินเตอร์ มิลานสโมสรเดียว! นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แวนด้า แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะสวนทางกับต้นสังกัดของสามี เพราะเธอได้ชื่อว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมาของทีมงูใหญ่มานานหลายปี

                แวนด้าแต่งงานกับอิคาร์ดี้ในปี 2014 และกลายมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวในที่สุด ขณะนั้นศูนย์หน้าชาวอาร์เจนไตน์ในวัย 21 ปี ถือเป็นกำลังสำคัญของทีมงูใหญ่ในการไล่ล่าความสำเร็จกลับสู่ซาน ซิโร่ จนได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา แม้จะยังไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ใดได้ตลอด 6 ปี แต่อิคาร์ดี้ก็สร้างผลงานการยิงประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำถึง 124 ประตู เป็นดาวซัลโวสูงสุดของกัลโช่ เซเรียอา 2 สมัย จนสโมสรชั้นนำหลายแห่งมองหาโอกาสที่จะดึงตัวไปร่วมทีม ซึ่งแวนด้าเองก็รู้ในจุดนี้จึงได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนักเกี่ยวกับการย้ายทีมของสามีเธอเป็นประจำ จนสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งสโมสรและเหล่าแฟนบอล

ปัญหาเริ่มหนักขึ้นในปี 2016 อิคาร์ดี้ต่อสัญญาใหม่กับอินเตอร์ มิลาน เป็นเวลา 5 ปี โดยมีเงื่อนไขการฉีกสัญญาที่ 110 ล้านยูโรสำหรับสโมสรนอกลีกอิตาลี จากนั้นไม่นานเหล่าแฟนบอลพันธุ์แท้ของสโมสรเรียกร้องให้มีการริบปลอกแขนกัปตันทีม เนื่องจากอิคาร์ดี้ได้วิจารณ์แฟนบอลกลุ่มนี้ลงในหนังสือที่เจ้าตัวเขียน แวนด้าให้สัมภาษณ์ทันทีว่าสามีเธอต้องการย้ายไปนาโปลี ทั้งที่เพิ่งต่อสัญญากับสโมสรไปได้ไม่นาน หลังจากนั้นก็ยังให้สัมภาษณ์โยงไปถึงอีกหลายสโมสรเป็นระยะ รวมไปถึงวาดฝันว่าจะค่าตัวจะสูงถึง 200 ล้านยูโร แต่จนแล้วจนรอดศูนย์หน้าอาร์เจนติน่าก็ยังปักหลักอยู่ในถ้ำงูไม่ไปไหน

จนกระทั้งปี 2018 อิคาร์ดี้กลับมาอยู่ในฟอร์มร้อนแรงอีกครั้ง ครองตำแหน่งดาวซัลโวและผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของเซเรียอา แวนด้าได้จังหวะปั่นราคาอีกครั้งโดยโยงไปถึงยูเวนตุส และเรอัล มาดริด แม้ทางงูใหญ่ต้องการรั้งตัวศูนย์หน้าคนสำคัญไว้กับทีมจึงได้มีความพยายามต่อสัญญาใหม่ออกไป แต่แวนด้ากลับพูดโจมตีสโมสรผ่านรายการโทรทัศน์ จนนำไปสู่การล้มเลิกการเจรจาและริบปลอกแขนกัปตันทีมจากอิคาร์ดี้ในที่สุด

ในวันที่คอนเต้เข้ารับตำแหน่งได้ประกาศชัดเจนว่า เมาโร อิคาร์ดี้ กับรัดยา เนียงโกลัน สองนักเตะตัวปัญหาจะไม่ได้ไปต่อในทีมของเขา โดยรายหลังลากกระเป๋าออกไปแล้ว เหลือก็แต่อิคาร์ดี้ที่ยังคงไม่มีที่ไป ยิ่งตอนนี้คอนเต้ได้ศูนย์หน้าคนโปรดอย่าง โรเมลู ลูกากู มารับหน้าที่แทนแล้ว ศูนย์หน้าอาร์เจนไตร์จึงตกอยู่ในสถานะส่วนเกินเต็มตัว และด้วยปัญหาที่ผ่านมาทำให้ไม่มีทีมไหนอยากจะรับไปดูแลแทนเสียด้วย สมดังคำโบราณว่า “มีเมียผิด คิดจนเมียตาย”